Logo Passei Direto
Buscar
Material
páginas com resultados encontrados.
páginas com resultados encontrados.

Prévia do material em texto

มสธ.ฉบับพิเศษ 2 
ค าถาม 
 นายเดชอายุ 15 ปี เป็นบุตรชายของนายด ารง ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์สมองได้รับความระทบ
กระเทือนอย่างหนัก ท าให้กลายเป็นคนวิกลจริต เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 นายด ารงจึงยื่นค าร้องต่อศาล
ให้นายเดชเป็นคนไร้ความสามารถ ในระหว่างที่ศาลยังไม่มีค าสั่ง นายเดชได้ไปตกลงซื้อเครื่องรับโทรทัศน์จาก
นางมรกต 1 เครื่อง ซึ่งนางมรกตก็ขายให้ในราคาท่ีถูกกว่าท้องตลาด เนื่องจากรู้จักนายด ารงบิดาของนายเดช
และไม่ทราบว่านายเดชวิกลจริต ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2535 ศาลได้มีค าสั่งให้นายเดชตกเป็นคนไร้
ความสามารถ ต่อมานายเดชได้ไปหลงรักนางสาวบุษบา จึงได้ยกเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องดังกล่าวให้นางสาว
บุษบา ดังนี้ ท่านเห็นว่านายด ารงจะเรียกคืนเครื่องรับโทรทัศน์จากนางสาวบุษบาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด และ
จะขอบอกล้างสัญญาซื้อขายโทรทัศน์กับนางมรกตได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 21 ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน 
การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้ท าลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่ จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอ่ืน 
2. มาตรา 29 การใดๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระท าลง การนั้นเป็นโมฆียะ 
3. มาตรา 175 โมฆียกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้ 
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ผู้เยาว์จะบอกกล่าวก่อนที่ตน
บรรลุนิติภาวะก็ได้ ถ้าได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม 
(2) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ...หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี.. 
วินิจฉัย 
บุคคลจะพ้นจากการเป็นผู้เยาว์โดยบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่นายเดชอายุ 15 ปี 
จึงยังเป็นผู้เยาว์จะท านิติกรรมใดๆ จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมคือ นายด ารงก่อน เมื่อ
นายด ารงยังมิให้ความยินยอมในนิติกรรมซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ นิติกรรมนั้นมีผลเป็นโมฆียะ การที่นายเดชเป็น
บุคคลวิกลจริตนั้นไม่จ าต้องมาวินิจฉัยในปัญหานี้ เพราะนายเดชยังเป็นผู้เยาว์อยู่ 
ส่วนกรณีท่ีนายเดชได้ยกเครื่องรับโทรทัศน์ดังกล่าวให้นางสาวบุษบานั้น นายเดชเป็นบุคคลซึ่งศาลได้
สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว นายเดชไม่สามารถท านิติกรรมใดๆ ได้ ต้องให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ท าแทน ดังนั้น 
การยกให้นี้จึงตกเป็นโมฆียะเช่นกัน 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าเห็นว่า นิติกรรมการซื้อขายและนิติกรรม 
การยกให้ ตกเป็นโมฆียะ ดังนั้น นายด ารงสามารถบอกล้างนิติกรรมการยกให้โดยเรียกคืนเครื่องรับโทรทัศน์
จากนางสาวบุษบาได้ในฐานะที่ตนเป็นผู้อนุบาล และสามารถบอกล้างสัญญาซื้อขายโทรทัศน์กับนางมรกตได้
ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม 
วิเคราะห์ 
 ตามค าถามข้อนี้ สามารถแบ่งประเด็นตอบได้ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ การที่นายเดชไปตกลงซื้อ
เครื่องรับโทรทัศน์จากนางมรกต 1 เครื่อง สัญญาซื้อขายมีผลเป็นอย่างไร ค าตอบคือ สัญญาซื้อขายเครื่องรับ
โทรทัศน์ย่อมตกเป็นโมฆียะ เนื่องจากนายเดชนายเดชยังเป็นผู้เยาว์ การท าสัญญานั้นต้องได้รับความยินยอม
จากผู้แทนโดยชอบธรรมคือนายด ารงก่อน โดยไม่ต้องน ามาตรา 30 เรื่องบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้
เป็นคนไร้ความสามารถมาวินิจฉัย 
 ส่วนประเด็นที่ 2 การที่นายเดชซึ่งเป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้ยกเครื่องรับ
โทรทัศน์ให้แก่นางสาวบุษบา การนี้มีผลอย่างไร ค าตอบคือ การให้ตกเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 29 ซึ่งคนไร้
ความสามารถจะท านิติกรรมใดๆ ไม่ได้เลย ต้องให้ผู้อนุบาลท าแทน 
Lenovo
Highlight
Lenovo
Highlight
Lenovo
Highlight
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Highlight
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Underline
Lenovo
Highlight
2 
 
ค าถาม 
 หนึ่งอายุ 14 ปี ได้ท าพินัยกรรมยกเงินสดของตนเองซึ่งเก็บไว้ให้ยายของตนจ านวนหนึ่งเพราะหนึ่ง
รักและสงสารยาย ต่อมาอีก 5 ปี หนึ่งได้แอบเอาเงินไปให้ยายอีก เพราะยายเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ ต้องไป
รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล นิติกรรมที่สองครั้งนี้บิดามารดาของหนึ่งไม่รู้เรื่องแต่อย่างใด อีก 4 เดือนต่อมา บิดา
มารดารู้ถึงการที่หนึ่งได้แอบเอาเงินไปให้ยาย จึงให้หนึ่งไปเอาเงินจ านวนนั้นคืน หนึ่งไม่ยอมเพราะรักยาย 
อีก 2 ปีต่อมาหนึ่งได้ให้สัตยาบันพินัยกรรมและสัญญาให้ของตน ต่อมาอีก 1 ปีหนึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 
ดังนี้ พินัยกรรมมีผลทางกฎหมายหรือไม ่เพราะเหตุใด และการให้เงินยายมีผลทางกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 1073 พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ท าขึ้นเป็นโมฆะ 
2. มาตรา 21 ผู้เยาว์ท านิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใดๆ 
ที่ผู้เยาว์ได้ท าลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ 
3. มาตรา 175 โมฆียกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้ 
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว 
4. มาตรา 178 การบอกล้างหรือให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรม ย่อมท าได้โดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณี 
อีกฝุายหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่ตัวก าหนดได้แน่นอน 
 
วินิจฉัย 
 หนึ่งอายุ 14 ปี ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ยังท าพินัยกรรมไม่ได้ จะท าพินัยกรรมได้เมื่ออายุครบสิบห้าปี
บริบูรณ์ ดังนั้นพินัยกรรมที่หนึ่งท าจึงมีผลเป็นโมฆะ คือไม่มีผลในกฎหมาย (มาตรา 1703) หนึ่งให้สัตยาบัน
ไม่ได ้
 ต่อมาอีก 5 ปี หนึ่งอายุได้ 19 ปี ก็ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ได้ให้เงินยายไปโดยบิดามารดาไม่รู้ นั้นคือไม่ได้
รับความยินยอมให้ท านิติกรรม นิติกรรมการให้เงินยายจึงมีผลเป็นโมฆียกรรม (มาตรา 21) 
 การทีบ่ิดามารดาให้หนึ่งไปเอาเงินคืนจากยายนั้น แม้ว่าบิดามารดาจะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของ
หนึ่ง และเป็นผู้มีสิทธิในการบอกล้าง แต่การบอกล้างต้องท ากับคู่กรณีอีกฝุายหนึ่ง คือต้องบอกล้างกับยายของ
หนึ่งจึงจะสมบูรณ์ แต่ตามข้อเท็จจริงบิดามารดาได้บอกล้างกับหนึ่ง การบอกล้างไม่สมบูรณ์ นิติกรรมการให้
ยังเป็นโมฆียกรรม 
 อีก 2 ปีต่อมา หนึ่งอายุ 21 ปีพ้นจากภาวะผู้เยาว์แล้ว จึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรม
ที่ตนท าข้ึน เมื่อให้สัตยาบันแล้ว นิติกรรมการให้มีผลสมบูรณ์ 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า 
1. หนึ่งท าพินัยกรรมขณะที่มีอายุเพียง 14 ปี ซึ่งยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ พินัยกรรมนั้นจึงเป็น
โมฆะ 
2. หนึ่งให้เงินยายขณะที่มีอายุ 19 ปี โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและการ
บอกล้างไม่สมบูรณ์เพราะผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้ไปบอกล้างกับยายโดยตรง นิติกรรมการให้ยังเป็นโมฆียะ 
ต่อมาหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หนึ่งได้ให้สัตยาบัน นิติกรรมการให้เงินยายจึงมีผลสมบูรณ์ในทางกฎหมาย 
 
 
 
3 
 
**ค าถาม 10** นายจันทร์อายุ 17 ปี รักใคร่อยู่กับนางสาวอังคารซึ่งมีอายุ 15 ปี ทั้งสองต้องการแต่งงาน
กัน แต่พ่อแม่ของทั้งสองฝุายไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าทั้งคู่ยังอยู่ในวัยเรียน นายจันทร์และนางสาวอังคารไม่
เชื่อฟัง จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านและไปอยู่กินกันฉันสามีภรรยา ปีต่อมานางสาวอังคารประสบอุบัติเหตุ
ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรง มีอาการคุ้มดีคุ้มร้ายเป็นบางเวลา แต่บางเวลาก็เป็นปกติ
ธรรมดา นายจันทร์เกรงว่านางสาวอังคารจะไปกระท าการอันก่อให้เกิดความเสียหายได้ นายจันทร์ต้องการจะ
ร้องขอต่อศาลเพ่ือสั่งให้นางสาวอังคารเป็นคนไร้ความสามารถ ดังนี้หากนายจันทร์มาปรึกษาท่าน ท่านจะให้
ค าปรึกษานายจันทร์ว่าอย่างไร 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 28 วรรคแรกบัญญัติว่า “บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดามารดา 
ปูุย่า ตายาย ทวด ก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อ ก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครอง
ดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งบุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ 
ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้” 
2. มาตรา 20 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อท าการสมรส หากสมรสนั้นได้ท าตาม
บทบัญญัติ มาตรา 1448 
3. มาตรา 1448 บัญญัติว่า การสมรสจะท าได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่
ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลจะอนุญาตให้ท าการสมรสก่อนนั้นได้ 
วินิจฉัย 
 นางสาวอังคารอายุ 15 ปี ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ แม้ว่าจะได้ไปอยู่กินกับนายจันทร์ฉันสามีภรรยาก็ตาม 
แต่การไปอยู่กินกันดังกล่าวไม่ใช่การสมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการสมรสนั้นจะท าได้เมื่อทั้งชายหญิงมี
อายุ 17 ปีบริบูรณ์ (มาตรา 1448) แต่ในกรณีนี้นางสาวอังคารอายุ 15 ปี ตอนไปอยู่กินกับนายจันทร์ 
 ดังนั้นเมื่อเป็นการสมรสทีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ท าให้นางสาวอังคารบรรลุนิติภาวะ (มาตรา 
20) นางสาวอังคารจึงยังเป็นผู้เยาว์อยู่ เพราะอายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ 
 เมื่อนายจันทร์ไม่ใช่สามีที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่านางสาวอังคารจะเป็นผู้วิกลจริต ซึ่งสามารถร้อง
ขอให้ศาลสั่งให้นางสาวอังคารเป็นคนไร้ความสามารได้ก็ตาม นายจันทร์มิใช่คู่สมรส ตามมาตรา 28 ที่จะร้อง
ขอได้ เพราะคู่สมรสตามนัยของมาตรา 28 นี้ต้องเป็นสามีที่ชอบด้วยกฎหมายจึงจะมีสิทธิร้องขอต่อศาลได้ 
เมื่อนายจันทร์ไม่ใช่สามีท่ีชอบด้วยกฎหมายาพรางนั้นให้น าบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติ
กรรมอ าพรางมาใช้บังคับ ส่วนนิติกรรมที่ท าข้ึนอ าพรางนิติกรรมแท้จริงตกเป็นโมฆะ 
 จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า ก และ ข ได้ท านิติกรรมอ าพรางขึ้น คือ ได้ท าสัญญาเช่ารถยนต์ขึ้นเพ่ือ
ปกปิดสัญญาซื้อขายรถยนต์ ซึ่งคู่กรณีต้องการจะผูกพันให้มีผลทางกฎหมายอย่างแท้จริง ดังนี้ต้องน า
บทบัญญัติสัญญาซื้อขายมาบังคับ ส่วนสัญญาเช่านั้นน ามาบังคับใช้ไม่ได้เพราะเป็นสัญญาซึ่งคู่กรณีไม่ต้องการ
จะผูกพัน แต่ท าขึ้นเพ่ือจะอ าพรางสัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าดังกล่าวเกิดจากการแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะ 
ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย ก จะอ้างว่าสัญญาซื้อขายไม่สมบูรณ์ไม่ได้ เพราะการโอนทางทะเบียนไม่เกี่ยวกับ
ความสมบูรณ์ในทางนิติกรรมซื้อขายแต่อย่างใด 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า ข้าพเจ้า ไม่เห็นด้วย กับข้ออ้าง
ของ ก เพราะสัญญาซื้อขายสมบูรณ์ ก จะน าสัญญาเช่าซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายมาอ้างไม่ได้ จึงต้องโอน
ทะเบียนรถยนต์ให้แก่ ข 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
3 
 
ค าถาม 1 นายแดงต้องการยกที่ดินแปลงที่ติดถนนจ านวนสองไร่ให้กับนายด าซึ่งเป็นหลาน และนายด าก็มี
ที่ดินของตนอยู่แล้วสองไร่ แต่นายด าต้องการที่ดินที่ติดถนนของนายแดงไปเปิดร้านอาหาร นายแดงเกรงใจ
เมียจึงท าเป็นแลกเปลี่ยนที่ดินกัน โดยท าหนังสือสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันต่อหน้าเมีย และขณะเดียวกัน
นายแดงกับนายด าได้ท าสัญญาระหว่างกันเองขึ้นนั้น ไม่ได้ท าต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาร้านอาหาร
ของนายด าขาดทุนเลยท าสัญญาซื้อขายให้นายเขียวไป เพราะคิดว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของตน จากนั้น
นายแดงรู้เรื่องจึงไม่ยอมและได้คัดค้าน ดังนี้ ท่านคิดว่านายแดงมีสิทธิคัดค้านหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขาย
ระหว่างนายด ากับนายเขียวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ว่า 
 หลักกฎหมายที่ 1 (มาตรา 155 วรรคแรก) การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็น
โมฆะ แต่จะยกข้ึนเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง
นั้นมิได ้
 ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งท าขึ้นเพ่ืออ าพรางนิติกรรมอ่ืน ให้น าบทบัญญัติของกฎหมาย
อันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอ าพรางมาใช้บังคับ (155 วรรค 2) 
 
 วินิจฉัย 
 จากข้อเท็จจริงตามโจทย์วินิจฉัยได้ว่า การที่นายแดงและนายด าได้ท าหนังสือสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดิน
กันต่อหน้าเมียของนายแดงซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่ได้ท าต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะเหตุความเกรงใจเมียจึง
แกล้งท าเป็นแลกเปลี่ยนที่ดินกันนั้น ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างนายแดงกับนายด าจึง
ท าให้การแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่ายเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. 155 วรรคแรก 
 กรณีท่ีนายด าได้น าที่ดินแปลงที่นายแดงยกให้มาท าสัญญาจะซื้อจะขายให้นายเขียวไปหลังจากที่ตนได้
ขาดทุนจากการเปิดร้านอาหารนั้น เพราะคิดว่าที่ดินทั้งสองแปลงที่นายแดงให้เป็นของตนซึ่งนายเขียวเองก็
ไม่ได้รู้ถึงข้อเท็จจริงของการท าสัญญาระหว่างนายแดงกับนายด ามาก่อน นายเขียวจึงตกอยู่ในฐานะเป็น
บุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงที่นายแดงกับนายด าได้ก่อขึ้น 
แม้ต่อมานายแดงรู้เรื่อง นายแดงจะยกเอาความเป็นโมฆะของสัญญาที่ตนได้ท ากับนายด าก่อนหน้านี้มาขึ้น
เป็นข้อต่อสู้นายเขยีวหาได้ไม่ 
 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า นายแดงไม่มีสิทธิที่จะคัดค้านหรือ
เพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างน���ยด ากับนายเขียว 
 
 
 
4 
 
ข้อ 2. นายเอกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งขอกู้เงินจากนายโทจ านวน 500,000 บาท นายโทยังไม่มีเงิน
ในขณะนั้นจึงให้นายเอกจดทะเบียนขายท่ีดินดังกล่าวให้นายโทเพื่อนายโทจะได้น าโฉนดท่ีดินนั้นไปแสดงกับเพื่อน
และยืมเงินจากเพื่อนมาให้นายเอกกู้ต่อไป นายเอกจดทะเบียนโอนขายท่ีดินดังกล่าวให้นายโทโดยนายโทมิได้
ช าระราคาที่ดินให้นายเอกในวันนั้น เพียงแต่นัดให้นายเอกไปรับเงินท่ีขอกู้ท่ีบ้านนายโท หลังจากนั้นอีก 3 วัน เมื่อ
ถึงวันนัดนายโทให้นายเอกท าหนังสือสัญญาขายฝากท่ีดินตามโฉนดท่ีดินนั้นให้นายโทยึดถือไว้อีกฉบับหนึ่ง โดยมี
ข้อตกลงให้ไถ่ที่ดินคืนภายใน 3 ปี และก าหนดให้นายเอกช าระดอกเบี้ยให้นายโทเดือนละ 10,000 บาท แล้วนาย
โทมอบเงินท่ียืมจากเพื่อนให้นายเอกรับไปจ านวน 490,000 บาท โดยหักไว้เป็นดอกเบี้ย 10,000 บาท หลังจาก
นั้นนายเอกช าระดอกเบี้ยให้นายโททุกเดือนๆ ละ 10,000 บาท เมื่อท าสัญญาขายฝากได้ 2 ปี นายเอกน าเงิน 
500,000 บาท ไปขอไถ่ท่ีดินคืนจากนายโท แต่นายโทไม่ยอมให้นายเอกไถ่ท่ีดินคืนอ้างว่านายเอกได้ขายท่ีดินนั้น
ให้นายโทโดยเด็ดขาดแล้วมิได้ขายฝากท่ีดินนั้น นายเอกต้องการฟ้องบังคับให้นายโทคืนท่ีดินดังกล่าวให้นายเอก 
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายเอกจะฟ้องบังคับให้นายโทคืนที่ดินให้นายเอกได้หรือไม่ 
 กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ว่า 
 หลักกฎหมายท่ี 1 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้
บุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงน้ันมิได้ (มาตรา 155 วรรค 1) 
 ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งท าขึ้นเพื่ออ าพรางนิติกรรมอื่น ให้น าบทบัญญัติของกฎหมายอัน
เกี่ยวกับนิติกรรมท่ีถูกอ าพรางมาใช้บังคับ (มาตรา 155 วรรค 2) 
หลักกฎหมายท่ี 2 การใดมิได้ท าให้ถูกต้องตามแบบท่ีกฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ (มาตรา 152) 
หลักกฎหมายท่ี 3 ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้น าบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้
แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ (มาตรา 172 วรรค 2) 
หลักกฎหมายท่ี 4 บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการท่ีบุคคลอีกคนหนึ่งกระท าเพื่อช าระหนี้ก็ดี 
หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้น
เสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจ าต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อนึ่งการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้
ถือว่าเป็นการกระท าเพื่อช าระหนี้ด้วย (มาตรา 406 วรรค 1) 
 
วินิจฉัย 
 จากข้อเท็จจริง การท่ีนายเอกจดทะเบียนโอนขายท่ีดินมีโฉนดให้แก่นายโทโดยนายโทมิได้ช าระราคา
ท่ีดินท่ีซื้อให้แก่นายเอกแต่อย่างใด เพียงแต่นัดให้นายเอกไปรับเงินท่ีบ้านนายโทหลังจากนั้นอีก 3 วัน และในวัน
นัดนั้นนายโทให้นายเอกท าสัญญาขายฝากท่ีดินนั้นให้อีกฉบับหนึ่ง โดยท าสัญญากันเองมีข้อตกลงให้นายเอกไถ่
ท่ีดินคืนภายใน 3 ปี และให้นายเอกช าระดอกเบี้ยให้นายโทเดือนละ 10,000 บาท แล้วนายโทจ่ายเงินท่ีนายเอก
ขอกู้ให้นายเอกเป็นจ านวน 490,000 บาท โดยหักเงิน 10,000 บาทไว้เป็นดอกเบี้ยนั้น แสดงให้เห็นว่านายเอก
และนายโทมิได้ต้ังใจจะผูกพันกันตามสัญญาซื้อขาย ถือได้ว่านายเอกและนายโทท าสัญญาซื้อขายเพื่ออ าพราง
สัญญาขายฝาก สัญญาซื้อขายจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีท่ีจะไม่ผูกพันกันตามเจตนาท่ี
แสดงออกมา ตกเปน็โมฆะตาม ปพพ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง 
 ส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอ าพรางไว้ ต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมท่ีถูกอ าพรางตาม ม.155 ว.2 
เมื่อนายเอกและนายโทมีเจตนาท าสัญญาขายฝากท่ีดินกัน แต่การขายฝากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี
ให้ถูกต้องตามกฎหมาย สัญญาขายฝากท่ีดินจึงตกเป็นโมฆะตาม ม.152 บังคับตามสัญญาขายฝากไม่ได้เช่นกัน 
คู่กรณีไม่มีมีนิติสัมพันธ์กัน���ต่แรก กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องลาภมิควรได้ ม. 172 วรรค 2 และ
มาตรา 406 วรรคหนึ่ง ที่ดินท่ีนายโทได้รับมาเป็นลาภมิควรได้แก่นายโท นายเอกจึงฟ้องบังคับให้นายโทคืนท่ีดิน
นั้นให้นายเอกได้ 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า นายเอกจึงฟ้องบังคับให้นายโทคืนท่ีดิน
นั้นให้นายเอกได้ 
1 
 
ส าคัญผิด 
ค าถาม 5 
 สมต้องการซื้อรถยนต์ จึงไปท่ีบริษัท ก. พบรถยนต์คันหนึ่งสวยถูกใจ และคิดว่าเป็นรถยนต์ประกอบ
จากนอก เพราะตั้งใจจะซื้อรถยนต์ประกอบจากนอก แต่ความจริงรถยนต์คันนั้นเป็นรถยนต์ประกอบ
ภายในประเทศ จึงซื้อด้วยเงินสด แต่ยังไม่ได้โอนทะเบียน ปรากฏว่าสมหัวใจวายตายภายหลังจากซื้อรถยนต์
ได้ 2 วัน เมื่อถึงก าหนดวันโอนทะเบียนรถยนต์ ทานาทได้ไปด าเนินการโอนแทน ปรากฏว่า มีคนอ่ืนให้ราคา
ดีกว่า ทางบริษัทจึงพยามขอซื้อรพยนต์คืนในราคาเดิม โดยขอให้ไปเลือกดูรถยนต์คันอ่ืน ซึ่งประกอบจากนอก 
แต่ทายาทไม่ยินยอม บริษัท ก. ไม่ยอมโอนทะเบียนให้ โดยอ้างว่า สัญญาไม่สมบูรณ์ เพราะรู้จากทายาทว่าสม
ต้องการซื้อรถยนต์ประกอบจากนอก แต่รถยนต์คันดังกล่าวประกอบในประเทศ 
 ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของบริษัท ก. หรือไม่ เพราะเหตุใด และทายาทจะเรียกร้องให้บริษัท 
ก. ส่งมอบรถยนต์แกตนตามสัญญาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
1. มาตรา 157 “การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ 
 ความส าคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความส าคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็น
สาระส าคัญ ซึ่งหากมิได้มีความส าคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น” 
2. มาตรา 175 วรรคแรก โมฆียกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้ 
 (3) บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะส าคัญผิดหรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ 
 มาตรา 175 วรรค 2 ถ้าบุคคลผู้ท านิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้าง
โมฆียกรรม ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้างโมฆียกรรมนั้นได้” 
3. มาตรา 177 “ถ้าบุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมตามมาตรา 175 ผู้หนึ่งผู้ใด ได้ให้สัตยาบันแก่
โมฆียกรรม ให้ถือว่าการนั้นเป็นอันสมบูรณ์ตั้งแต่แรกแต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของ
บุคคลภายนอก” 
 
วินิจฉัย 
 สมตั้งใจซื้อรถยนต์ที่ประกอบจากนอก แต่ความจริงรถยนต์ที่ซื้อนั้นประกอบภายในประเทศ จึงเป็น
กรณีที่สมส าคัญผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระส าคัญของนิติกรรมคือตัวทรัพย์สินที่ซื้อ หากสมรู้ว่ารถนั้น
ประกอบภายในประเทศก็คงไม่ซื้อ นิติกรรมมีผลเป็นโมฆียะ อันเนื่องมาจากความส าคัญผิดดังกล่าวตาม
มาตรา 157 
 การที่บริษัท ก. ไม่ยอมโอนทะเบียนรถยนต์ให้ทายาทสม โดยอ้างว่าสัญญาไม่สมบูรณ์นั้น บริษัท ก. 
ไม่สามารถอ้างได้ เพราะบริษัท ก. มิใช่บุคคลที่สามารถบอกล้างโมฆียกรรมที่เกิดจากความส าคัญผิดได้ ตาม
มาตรา 175 ผู้ที่มีสิทธิบอกล้างคือ ทายาทของสม ไม่ใช่ บริษัท ก. 
 การที่ทายาทของสมได้ไปด าเนินการโอนทางทะเบียนแทนสม แสดงว่าทายาทนั้นได้ให้สัตยาบันแก่
โมฆียกรรม ผลของการให้สัตยาบันก็คือ ถือว่า การซื้อรถยนต์ที่สมท ากับบริษัท ก. นั้นมีผลสมบูรณ์มาตั้งแต่
เริ่มแรกแล้ว 
 
 จากหลักกฎหมายประกอบเกตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของบริษัท ก. 
เพราะทายาทของสมได้ให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรมนี้แล้ว นิติกรรมสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มแรก บริษัท ก. ต้องส่งมอบ
รถยนต์ให้แก่ทายาทของสมตามสัญญา 
 
2 
 
ข้อ 5 เหลืองมีที่ดินอยู่ 2 แปลงอยู่ติดกัน คือที่ดินแปลง ก และแปลง ข ขามต้องการซื้อที่ดินแปลง ก 
เหลืองและขาว ได้ตกลงท าสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้วไปจดทะเบียนปรากฏว่าในวันจดทะเบียนเหลือง
ซึ่งสายตาไม่ค่อยดีได้น าโฉนดที่ดินแปลง ข มา โดยคิดว่าเป็นแปลง ก เนื่องจากเลขที่โฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง
ใกล้เคียงกัน เพราะอยู่ติดกัน หลังจากจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ขาวได้รับโฉนดมา ปรากฏว่าเป็นโฉนดที่ดิน
แปลง ข แต่ขาวเห็นว่าที่ดินแปลง ข นั้นมีเนื้อที่มากกว่าแปลง ก เล็กน้อย จึงเฉยเสีย ต่อมาภายหลัง
เหลืองมาตรวจพบว่าเกิดผิดพลาดขอให้ขาวน าโฉนดที่ดินแปลง ข มาคืน แต่ขาวไม่ยอม อ้างว่าการซื้อขาย
สมบูรณ์ เพราะท าเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่แล้ว เป็นความผิดของเหลืองเองที่ไม่รอบคอบ
ที่ดินแปลง ข เป็นกรรมสิทธิ์ของตน ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของขาวหรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
1. มาตรา 156 วรรค 1 การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระส าคัญแห่งนิติกรรมเป็น
โมฆะ 
2. มาตรา 158 ถ้าความส าคัญผิดนั้นเกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลผู้
แสดงเจตนา บุคคลนั้นจะถือเอาความส าคัญผิดนั้นมาใช้ประโยชน์แก่ตนไม่ได้ 
วินิจฉัย 
 กรณีนี้เป็นเรื่องนิติกรรมซึ่งเกิดจากความส าคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระส าคัญนิติกรรม ซึ่งในที่นี้เป็น
ความส าคัญผิดในตัวทรัพย์หรือวัตถุแห่งนิติกรรมนั่นเอง คือ ท านิติกรรมในทรัพย์คนละสิ่งกับที่มีเจตนา เหตุที่
กฎหมายบัญญัติให้นิติกรรมซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระส าคัญตกเป็นโมฆะ 
ก็เพราะการแสดงเจตนานั้นวิปริตไปจนอาจเรียกได้ว่าขาดเจตนาท านิติกรรม แต่กฎหมายก็ไม่ประสงค์จะ
คุ้มครองบุคคลซึ่งประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายก็ห้ามมิให้ถือเอาความส าคัญผิดมาใช้
เป็นประโยชน์แก่ตนเฉพาะผู้แสดงเจตนาที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น ส่วนคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งที่มิได้
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือผู้มีส่วนได้เสียคนอ่ืนย่อมจะยกเอาความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าว
อ้างได ้
 จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า ตัวทรัพย์ที่เหลืองเจตนาท านิติกรรมขายก็คือที่ดินแปลง ก แต่��้วย
ความส าคัญผิดได้จดทะเบียนขายที่ดินแปลง ข แทน จึงเป็นเรื่องซึ่งเหลืองส าคัญผิดในตัวทรัพย์ที่จะท านิติ
กรรม ท าให้สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ คือเท่ากับไม่มีสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นเลย 
 การที่ขาวอ้างว่าการซื้อขายสมบูรณ์เพราะได้ท าตามแบบแล้วและเป็นความผิดของเหลืองเองที่ไม่
รอบคอบนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะกรณีที่ขาวจะอ้างได้นั้นต้องเป็นเรื่องซึ่งเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่าง
ร้ายแรงเท่านั้น แต่กรณีนี้พิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วว่า เหลืองสายตาไม่ค่อยดี และเลขที่โฉนด 2 แปลงก็
ใกล้เคียงกัน ทั้งเนื้อที่ก็ผิดกันเล็กน้อย เช่นนี้มิใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด ดังนั้น 
ข้ออ้างของขาวฟังไม่ข้ึน 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของขาว ขาวไม่มี
กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลง ข เพราะการซื้อขายเป็นโมฆะ เนื่องจากความส าคัญผิดในตัวทรัพย์ซึ่งเป็น
สาระส าคัญแห่งนิติกรรมนั้น 
 
 
 
 
3 
 
ข้อ 1 ชเยน ตกลงจ้าง พิมพ์มณี มาเป็นนักแสดงละครทีวีโดยเข้าใจว่าพิมพ์มณีเป็นหลานสาวของ
คุณหญิงพิมพ์แข ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียง เพราะจะท าให้ละครของตนโด่งดัง มีผู้ติดตามดูมากและหาผู้สนับสนุน
ละครได้ง่าย แต่ความจริงพิมพ์มณีมีชื่อจริงว่า เหมียว เป็นบุตรสาวของแม่ค้าขายขนม หลังจากตกลงจ้างแล้ว 
เมื่อเริ่มการถ่ายท าละคร ปรากฏว่าพิมพ์มณีก็แสดงได้ดีสมบทบาทของการเป็นนักแสดงทุกอย่าง หลังจาก
ถ่ายละครไปได้สองครั้ง ชเยนทราบความจริงว่าพิมพ์มณีนั้นแท้จริงมิใช่หลานสาวของคุณหญิงพิมพ์แข จึงไม่
ประสงค์จะจ้างให้ถ่ายละครต่อไป หากชเยนมาปรึกษาท่านว่า จะท าประการใดได้บ้างหรือไม่ ท่านจะ
แนะน าชเยนอย่างไร 
 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
1. มาตรา 157 การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นโมฆียะ 
 ความส าคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความส าคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติ ถือว่าเป็น
สาระส าคัญ ซึ่งหากมิได้มีความส าคัญผิดดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
 
วินิจฉัย 
 การที่ชเยนตัดสินใจจ้างพิมพ์มณีมาเป็นนักแสดงโยส าคัญผิดว่าเป็นหลานคุณหญิงพิมพ์แข 
แต่ความจริงไม่ใช่นั้น กรณีนี้ถือได้ว่าชเยนได้แสดงเจตนาโยความส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลคือพิมพ์มณี 
ซ่ึงแต่เนือ่งจากว่าคุณสมบัติของพิมพ์มณีดังกล่าวหาเปน็ผลใหส้ญัญาจ้างดังกล่าวตกเป็นโมฆียะไม่ เพราะจาก
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ถึงแม้พิมพ์มณีจะมิได้เป็นคนๆเดียวกันตามที่ชเยนเข้าใจ แต่พิมพ์มณีก็ยังสามารถ
แสดงละครทีวีได้เป็นอย่างดีสมความต้องการของชเยน ดังนี้ถือได้ว่าความส าคัญผิดของชเยนหาใช่
สาระส าคัญส าหรับสัญญาจ้างนักแสดงรายนี้แต่อย่างใดไม่ สัญญาดังกล่าวจึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ 
 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น หากชเยนมาปรึกษาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะ
แนะน าว่า สัญญานี้สมบูรณ์ ชเยนจึงไม่จ าต้องท าประการใดเลย สัญญาหรือนิติกรรมรายนี้หาตกเป็นโมฆียะ 
อันจะท าให้ชเยนมีสิทธิบอกล้างได้แต่อย่างใด 
 
 
1 
 
 
ข้อ 1. 
ก. พงศ์ซื้อสลากกาชาดของมหาวิทยาลัยรามค าแหงมา จ านวน 10 ใบ ก าหนดออกรางวัลในวันที่ 
31 ธันวาคม 2553 ในวันที่ 10 ธันวาคม 2553 พรและพุฒเป็นน้องของพงศ์ได้อ้อนวอนขอสลากกาชาดจาก
พงศ์ พงศ์จึงจ าใจให้สลากดังกล่าวแก่พรและพุฒไปคนละ 1 ใบ เมื่อถึงก าหนดออกรางวัลในวันที่ 31 ธันวาคม 
2553 ปรากฏว่าสลากใบที่พงศ์ให้พุฒไปนั้นถูกรางวัลที่ 1 พงศ์เสียดายจึงไปทวงสลากคืนจากพุฒโดยอ้างว่า
ตนมิได้มีเจตนาจะให้สลากกาชาดนั้นแก่พุฒจริงๆ พุฒไม่ยอมคืน พงศ์จึงฟ้องคดีเรียกสลากกาชาดใบที่ถูก
รางวัลดังกล่าวคืนจากพุฒ ให้ท่านวินิจฉัยว่า พงศ์มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒหรือไม่ เพราะเหตุใด 
ข. ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่พุฒรับสลากกาชาดจากพงศ์นั้น พุฒรู้ว่าพงศ์ไม่มีเจตนาให้สลาก
กาชาดนั้นแก่ตนจริง ค าวินิจฉัยของท่านจะเป็นประการใด เพราะเหตุใด 
 
ธงค ำตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 154 “การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดง
ออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอัน
ซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น” 
 
วินิจฉัย 
จากบทบัญญัติมาตรา 154 เป็นเรื่องการแสดงเจตนาซ่อนเร้น ซึ่งมีหลักคือ การแสดงเจตนาไม่เป็น
โมฆะ แม้ในใจจริงของผู้แสดงเจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม แต่มีข้อยกเว้นคือ การแสดง
เจตนานั้นจะตกเป็นโมฆะ ถ้าเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง (ฝ่ายผู้รับการแสดงเจตนา) ได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจ
ของผู้แสดงเจตนา ในขณะที่แสดงเจตนานั้น 
ดังนั้น นิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนาซ่อนเร้นอยู่นั้นจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ขึ้น อยู่กับว่าคู่กรณี
อีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดง เจตนาในขณะที่แสดงเจตนานั้นหรือไม่ ถ้ารู้นิติกรรมนั้นก็
ต้องตกเป็นโมฆะ แต่ถ้าไม่รู้นิติกรรมนั้นก็ไม่ตกเป็นโมฆะ 
 
กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้ 
 ก. การกระท าของพงศ์เป็นการแสดงเจตนาท านิติกรรมในรูปสัญญาให้สลากกาชาดแก่พุฒ ถึงแม้ว่า
พงศ์จะอ้างว่ามิได้มีเจตนาจะให้สลากกาชาดแก่พุฒจริงๆก็ตาม การแสดงเจตนาของพงศ์ก็ไม่ตกเป็นโมฆะตาม
มาตรา 154 ดังนั้น สัญญาการให้สลากกาชาดแก่พุฒจึงมีผลสมบูรณ์ พงศ์จึงไม่มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจาก
พุฒ 
ข. ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะที่พุฒรับสลากกาชาดจากพงศ์นั้น พุฒรู้ว่าพงศ์ไม่มีเจตนาให้สลาก
แก่พุฒจริงๆ การแสดงเจตนาของพงศ์ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 154 ตอนท้าย ถือเป็นกรณีที่คู่กรณีอีกฝ่าย
ได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนาแล้ว ดังนั้น กรณีตามข้อ ข พงศ์ย่อมมีสิทธิเรียกสลากกาชาด
คืนจากพุฒได ้
 
สรุป 
ก. พงศ์ไม่มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒ 
ข. พงศ์มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒ 
 
 
2 
 
 
 
 
ข้อ 1 แดงซื้อสลากกาชาดจ านวน 5 ใบ ก าหนดออกรางวัลในวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ในวันที่ 1 ธันวาคม 
2549 ด าและขาวซึ่งเป็นน้องของแดงได้อ้อนวอนขอสลากกาชาดกับแดงแดงจึงจ าใจให้ สลากกาชาดดังกล่าว
แก่ด าและขาวไปคนละ 1 ใบ เมื่อถึงก าหนดออกรางวัลในวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ปรากฏว่าสลากใบที่แดง
ให้ขาวไปนั้นถูกรางวัลที่ 1 แดงเสียดายจึงไปทวงสลากคืนจากขาวโดยอ้างว่าตนมิได้มีเจตนาจะให้สลากกาชาด
นั้นแก่ขาวจริงๆ ขาวไม่ยอมคืน แดงจึงฟ้องคดีเรียกสลากกาชาดใบที่ถูกรางวัลดังกล่าวคืนจากขาว ให้ท่าน
วินิจฉัยว่า แดงมีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากขาวหรือไม่เพราะเหตุใด 
 
ธงค ำตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
 มาตรา 154 การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงเจตนาจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ตนได้
แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนา
อันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น 
 
วินิจฉัย 
เป็นเรื่องการแสดงเจตนาซ่อนเร้น ซึ่งมีหลักคือ การแสดงเจตนาไม่เป็นโมฆะ แม้ในใจจริงของผู้
แสดงเจตนาจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม 
ข้อยกเว้น การแสดงเจตนานั้นจะตกเป็นโมฆะ ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง (ฝ่ายผู้รับการแสดง
เจตนา) ได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนา ในขณะที่แสดงเจตนานั้น 
 ดังนั้น นิติกรรม อันเกิดจากการแสดงเจตนาซ่อนเร้นนั้นจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าคู่ กรณี
อีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนเร้นของผู้แสดงเจตนาในขณะแสดงเจตนา นั้นหรือไม่ ถ้ารู้นิติกรรมนั้นก็ต้อง
ตกเป็นโมฆะ แต่ถ้าไม่รู้นิติกรรมนั้นก็ไม่ตกเป็นโมฆะ 
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น การกระท าของแดงเป็นการแสดงเจตนาท านิติกรรมในรูปสัญญาให้
สลากกาชาดแก่ขาว ถึงแม้แดงอ้างว่าในใจจริงแล้วตนมิได้มีเจตนาจะให้สลากกาชาดนั้นแก่ขาวจริงๆ ก็ตาม 
การแสดงเจตนาของแดงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 154 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กฎหมายถือว่าการ
แสดงออกมาภายนอกส าคัญยิ่งกว่าเจตนาซ่อนอยู่ในใจนั่นเอง ดังนั้นสัญญาให้สลากกาชาดแก่ขาวเป็นอัน
สมบูรณ์ 
 
สรุป แดงไม่มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนแก่ขาว 
 
 
 
 
1 
 
ข้อ 2 นางทองแดงเป็นหนี้เงินกู้นางทองเหลือง 2 ล้านบาท เมื่อครบก าหนดช าระหนี้ นางทองแดงได้สั่ง
จ่ายเช็คช าระหนี้ให้แก่นางทองเหลือง เมื่อนางทองเหลืองน าเช็คไปขึ้นเงิน แต่ถูกธนาคารปฏิเสธจ่ายเงินนาง
ทองเหลืองจึงขู่นางทองแดงว่าจะแจ้ง ความต่อต ารวจให้ด าเนินคดีกับนางทองแดงตามพระราชบัญญัติว่าด้วย
ความผิดอัน เกิดจากการใช้เช็ค ถ้านางทองแดงไม่ออกเช็คแก่นางทองเหลืองใหม่ ด้วยความกลัวนางทองแดง
จึงได้สั่งจ่ายเช็คให้นางทองเหลืองใหม่ตามที่นางทองเหลืองต้องการ ดังนี้ การสั่งจ่ายเช็คของนางทองแดง
ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามกฎหมาย เพราะเหตุใด 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 164 วรรคแรก “การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ” 
มาตรา 165 วรรคแรก “การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่” 
 
วินิจฉัย 
จะเห็นได้ว่าโดยหลักแล้ว การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่หมายความว่า เป็นการใช้อ านาจบังคับ
จิตใจของบุคคล เพื ่อให้เขาเกิดความกลัวแล้วแสดงเจตนาท านิติกรรมออกมาตามที ่ผู ้ข ่มขู ่ต ้องการ 
การแสดงเจตนานั้นตกเป็นโมฆะ แต่มีข้อยกเว้นว่า ถ้าเป็นการข่มขู่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมท าได้ 
ไม่ตกเป็นโมฆียะ เช่น การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ตามมาตรา 165 วรรคแรก ซึ่งเป็นการใช้สิทธิ
โยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิซึ่งตนมีอยู่อย่างที่ปกติคนทั่วไปเขาใช้กัน เช่น การใช้สิทธิเรียกร้องให้
ลูกหนี้ใช้หนี้ตน เป็นต้น 
จากข้อเท็จจริง ปรากฏว่า การที่นางทอ���แดงเป็นหนี้นางทองเหลืองอยู่ 2 ล้านบาท เมื่อถึง
ก าหนดเวลาช าระหนี้ นางทองแดงได้สั่งจ่ายเช็คให้นางทองเหลืองไป แต่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจาก
ธนาคาร นางทองเหลืองจึงขู่นางทองแดงให้ออกเช็คใหม่ มิฉะนั้นจะแจ้งความต่อต ารวจให้ด าเนินคดีกับนาง
ทองแดงนั้น เป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิโยชอบด้วยกฎหมายในฐานะเป็นเจ้าหนี้ 
เมื่อนางทองแดงสั่งจ่ายเช็คให้นางทองเหลืองใหม่ แม้จะเกิดจากความกลัวต่อการข่มขู่จากนาง
ทองเหลืองก็ไม่เป็นการข่มขู่อันเป็นเหตุให้การสั่งจ่ายเช็คตกเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 164 แต่อย่างใด 
 
สรุป การสั่งจ่ายเช็คของนางทองแดงมีผลสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆียะ เพราะการขู่ของนางทองเหลืองเป็น
การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อ 2 นายแดงเป็นหนี้เงินกู้นายด าจ านวน 200,000 บาท เมื่อหนี้ถึงก าหนดช าระ นายแดงก็ไม่น าเงินไปช าระ 
นายด าได้ทวงถามให้ช าระหลายครั้ง นายแดงก็ยังผิดนัดช าระหนี้ตลอดมา นายด าจึงขู่นายแดงว่าถ้าไม่หา
ทรัพย์มาเป็นหลักประกันจะฟ้องเรียกเงินกู้ต่อศาล นายแดงกลัวถูกฟ้องจึงได้น าสร้อยคอทองค าหนัก หนึ่ง
บาทมาให้นายด ายึดไว้เป็นหลักประกัน กรณีนี้นายแดงอ้างว่าการที่ตนน าสร้อยคอทองค ามาให้นายด ายึดไว้
เป็นเพราะการข่มขู่ของนายด าจึงตกเป็นโมฆียะ ดังนี้อยากทราบว่า ข้ออ้างของนายแดงฟังขึ้นหรือไม่ เพราะ
เหตุใด 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 165 การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ 
 
วินิจฉัย 
นายแดงเป็นหนี้เงินกู้นายด า จ านวน 200,000 บาท เมื่อหนี้ถึงก าหนดนายแดงไม่น าเงินไปช าระ 
นายด าจึงขู่นายแดงว่าถ้าไม่หาทรัพย์มาเป็นหลักประกันจะฟ้องเรียกเงินกู้ต่อศาล นายแดงกลัวถูกฟ้องจึงได้
น าสร้อยคอทองค าหนักหนึ่งบาทมาให้นายด ายึดไว้เป็นหลักประกัน เช่นนี้นายแดงจะอ้างว่าการที่ตนน า
สร้อยคอทองค ามาให้นายด ายึดไว้เป็นเพราะการข่มขู่ของนายด าจึงตกเป็นโมฆียะหาได้ไม่ เพราะนายด ามี
สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะฟ้องนายแดงต่อศาลได้อยู่แล้ว เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็น
การข่มขู่ 
 
สรุป ข้ออ้างของนายแดงฟังไม่ข้ึน 
 
 
 
 
ค าถาม 3 นายเอกได้ขอยืมเงินจากนายตรีไปเป็นเงิน 20,000 บาท ก าหนดใช้คืนภายใน 2 ปี เวลาผ่านไป 
2 ปี 6 เดือน นายเอกก็ไม่ช าระ นายตรีจึงไปพบนายเอกที่บ้านพักเพ่ือไปทวงเงินคืน นายเอกก็ตอบว่ายังไม่มี
เงิน นายตรีเห็นนายเอกสวมสร้อยคอทองค าหนัก 2 บาท จึงบอกให้นายเอกถอดสร้อยมาให้ตนยึดถือไว้เป็น
จ าน าก่อน มิฉะนั้นจะให้ทนายยืนเรื่องฟ้องร้องต่อศาลทันที นายเอกกลัวถูกฟ้องจึงจ าใจถอนสร้อยให้นาย
ตรียึดไว้เป็นประกัน 
 จากนั้น นายโทหลานของนายเอกเมื่อรู้เรื่องดังกล่าว จึงได้ไปพบนายตรีที่บ้านพักแล้วขอ
สร้อยคอคืน นายตรีไม่ยอมคืน นายโทจึงชักปืนมาจี้นายตรีให้เขียนหนังสือปลดหนี้ให้นายเอก จ านวน 
20,000 บาท และให้นายตรีรับสร้อยคอเส้นนั้นไว้เป็นอันหมดหนี้กัน นายตรีกลัวจึงยอมเขียนหนังสือปลดหนี้
ให้ ต่อมานายตรีได้มีจดหมายถึงนายเอกว่าขอให้น าเงินจ านวน 20,000 บาท มาใช้คืนและรับสร้อยคอไป 
ดังนี้ นายเอกต้องช าระเงินจ านวนดังกล่าวให้นายตรีหรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
 กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ว่า 
 หลักกฎหมายที่ 1 การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ (มาตรา 164 วรรคแรก) 
 การข่มขู่ที่จะท าให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้นจะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และ
ร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้นการนั้นก็คงจะมิได้กระท าขึ้น 
(มาตรา 164 วรรค 2) 
 หลักกฎหมายที่ 2 การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ (มาตรา 165 วรรคแรก) 
 การใดที่กระท าไปเพราะนับถือย าเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระท าเพราะถูกข่มขู่ (มาตรา 165 วรรค 2) 
 หลักกฎหมายที่ 3 การข่มขู่ย่อมท าให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะแม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่ 
(มาตรา 166) 
 วินิจฉัย 
 จากข้อเท็จจริงตามโจทย์แยกวินิจฉัยได้ดังนี้ 
 กรณีที่ 1 การกระท าของนายตรี การที่นายตรีขู่นายเอกให้ถอดสร้อยมาเป็นจ าน าหนี้ไว้ก่อน ถ้า
ไม่ให้จะฟ้องร้องนั้นมิใช่เป็นเรื่องการข่มขู่แต่ประการใด เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีที่นายตรีใช้สิทธิของการเป็น
เจ้าหนี้ที่จะฟ้องลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิตามปกตินิยมอยู่แล้ว การที่นายเอกตกลงยอมจ าน าสร้อยให้แก่นาย
ตรีจึงสมบูรณ์ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 วรรคแรก 
 กรณีที่ 2 การกระท าของนายโท การที่นายโทขู่นายตรีให้ท าหนังสือปลดหนี้ให้นายเอกโดยการใช้
ปืนจี้ให้เขียนหนังสือปลดหนี้ให้นายเอกเป็นเงินจ านวน 20,000 บาท และให้นายตรีรับสร้อยคอเส้นนั้นไว้เป็น
อันหมดหนี้กัน ซึ่งถือว่าเป็นการข่มขู่ท่ีจะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้นายตรีต้อง
กลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้นนายตรีก็คงจะมิได้เขียนหนังสือปลดหนี้ดังกล่าว และนายโทเองก็มิใช่
บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 166 เพราะเป็นหลานนายเอก ดังนั้น การแสดงเจตนาของนายตรี
ในการเขียนหนังสือปลดนี้ไปเพราะการข่มขู่ของนายโทจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 นายตรีก็
สามารถบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวให้เป็นโมฆะได้ 
 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า นายเอกยังคงต้องช าระเงินจ านวน
ดังกล่าวให้แก่นายตรีอยู่ต่อไป เนื่องจากการปลดหนี้ดังกล่าว นายตรีได้แสดงเจตนาลงไปเพราะการข่มขู่ของ
นายโทจึงเป็นเหตุท าให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะ 
 
มสธ. 
ข้อ 6 ประหยัดกู้ยืมเงินจากอารีไป 20,000 บาท ก าหนดใช้คืนภายใน 2 ปี เวลาผ่านไป 2 ปี 6 เดือน 
ประหยัดก็ไม่ช าระ อารีไปพบประหยัดที่บ้านพักทวงเงินคืน ประหยัดก็ตอบว่าไม่มีเงิน อารีเห็นประหยัดสวม
สร้อยคอทองค าหนัก 2 บาท จึงบอกให้ประหยัดถอดสร้อยมาให้ตนยึดถือไว้เป็นจ าน าก่อน มิฉะนั้นจะให้
ทนายฟ้องทันที ประหยัดกลัวถูกฟ้องจึงจ าใจถอดสร้อยให้อารียึดไว้เป็นประกัน 
 สงเคราะห์ซึ่งเป็นหลานของประหยัด เมื่อรู้เรื่องดังกล่าวได้ไปพบอารีที่บ้านพักแล้วขอสร้อยคืน อารี
ไม่ยอมคืน สงเคราะห์จึงชักปืนมาจี้ขู่บังคับอารีให้อารีเขียนหนังสือปลดหนี้ให้ประหยัดจ านวน 20,000 บาท 
และให้อารีรับสร้อยคอเส้นนั้นไว้เป็นอันหมดหนี้กันอารีกลัวจึงยอมเขียนหนังสือปลดหนี้ให้ ต่อมาอารีได้มี 
จดหมายถึงประหยัดว่า ขอให้น าเงินจ านวน 20,000 บาท มาใช้คืนและรับสร้อยคอไป ดังนี้ ประหยัดต้อง
ช าระเงินจ านวนดังกล่าวให้อารีหรือไม่ เพราะเหตุใด 
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
1. มาตรา 165 วรรค 1 การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ 
2. มาตรา 166 การข่มขู่ย่อมท าให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะ แม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่ 
วินิจฉัย 
 การข่มขู่ คือ การท าให้ผู้แสดงเจตนากลัวภัยอย่างใดอย่างหนึ่งและได้แสดงเจตนาออกมาเพราะกลัว 
ภัยนั้น การข่มขู่อันมีผลตามกฎหมายมีอยู่ประเภทเดียวคือ การข่มขู่ที่ท าให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ 
 การที่อารีขู่นายประหยัดให้ถอดสร้อยมาเป็นจ าน า ถ้าไม่ให้จะฟ้องร้องนั้นมิใช่เป็นเรื่องการข่มขู่แต่
ประการใด เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีที่อารีมีสิทธิที่จะใช้สิทธิของการเป็นเจ้าหนี้ ที่จะฟ้องลูกหนี้อยู่แล้ว การที่
ประหยัดยอมจ าน าสร้อยกับอารีจึงสมบูรณ์ ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ 
 การที่สงเคราะห์ขู่อารีให้ท าหนังสือปลดหนี้ให้ประหยัดโดยการใช้ปืนมาจี้ขู่บังคับอารีให้อารีเขียน
หนังสือปลดหนี้ให้ประหยัดจ านวน 20,000 บาทและให้อารีรับสร้อยคอเส้นนั้นไว้เป็นอันหมดหนี้กันนั้น ถือได้
ว่าเป็นการข่มขู่ท่ีจะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้อารีต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่
เช่นนั้นอารีก็คงจะมิได้เขียนหนังสือปลดหนี้ดังกล่าว ดังนั้นการปลดหนี้จึงเป็นโมฆียะ เพราะเกิดจากการข่มขู่
ของบุคคลภายนอก อารีสามารถบอกล้างการปลดหนี้ให้เป็นโมฆะได้ 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า ประหยัดยังต้องใช้เงินให้อารี 
เนื่องจากการปลดหนี้ดังกล่าว อารีได้แสดงเจตนาลงไปเพราะการข่มขู่ของสงเคราะห์จึงเป็นเหตุท าให้การ
แสดงเจตนาเป็นโมฆียะ อารีสามารถบอกล้างการปลดหนี้ให้เป็นโมฆะได้ 
 
1 
 
มสธ. 
 
ค าถาม 4 เปาและโต้งเป็นเพ่ือนกันเปาเคยมาที่บ้านโต้งและขอซื้อโทรทัศน์ของโต้งในราคา 3,000 บาท 
แต่โต้งังไม่ตกลง บอกว่าต้องปรึกษาภริยาก่อน อีก 2 วันต่อมาตอนเช้าเปาโทรศัพท์มาขอซื้อโทรทัศน์อีก 
โต้งบอกว่าภริยายังไม่กลับจากธุระข้างนอก ตอนค่่าๆ ถึงจะกลับ ปรากฏว่าในตอนเย็นวันนั้นเอง ปานได้มาขอ
ซื้อโทรทัศน์ในราคา 3,500 บาท โต้งจึงขายไปทันทีโดยไม่ได้บอกเปา พอตกค่่าเปาโทรศัพท์มาขอซื้อ
โทรทัศน์อีก แต่โต้งบอกว่าขายไปแล้ว ดังนี้ เปามาปรึกษาท่านอ้างว่าโต้งผิดสัญญาเพราะ 
1. เปาเป็นคนขอซื้อก่อน โต้งต้องรอจนกว่าตนจะโทรศัพท์มาก่อน 
2. ถ้าโต้งไม่ขายให้ตน ก็ต้องโทรศัพท์มาบอกถอนให้ตนทราบก่อน เพราะแม้ว่าโทรทัศน์นั้นจะราคา 
3,500 บาท ตนก็จะซ้ืออยู่ดี ท่านจะให้ค่าปรึกษาแก่เปาอย่างไร 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 356 ค่าเสนอท่าแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า โดยมิได้บ่งระยะเวลาให้ท่าค่าสนองนั้น 
เสนอ ณ ที่ใดเวลาใด ก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลคน
หนึ่งท่าค่าเสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ด้วย 
2. มาตรา 357 ค่าเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี หรือ��ิได้สนองรับภายในเวลา
ก่าหนดดังกล่าวมาแล้วในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ดี ค่าเสนอนั้นท่านว่าเป็นอันสิ้นสุดความผูกพันแต่นั้นไป 
 
วินิจฉัย 
การที่เปาโทรศัพท์ไปขอซื้อนั้น คือ การท่าค่าเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าแล้ว แต่ค่าเสนอแต่อย่างเดียว
ซึ่งเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวนั้นยังไม่ก่อให้เกิดสัญญาแต่อย่างใด จะต้องมีค่าสนองถูกต้องตรงกับค่าเสนอนั้นจึง
จะเกิดสัญญาขึ้น ทั้งค่าเสนอนั้นก็มิได้บ่งระยะเวลาให้ท่าค่าสนองแต่อย่างใด เมื่อเสนอไปแล้วก็ย่อมจะสนอง
รับได้แต่ ณ เวลาที่พูดคุยกันนั้น 
 แต่ปรากฏว่าโต้งไม่ได้ตกลง เพราะต้องรอปรึกษาภริยาก่อน และแม้ว่าเปาจะโทรศัพท์มาขอซื้ออีกก็
ตาม โต้งก็ยังไม่ได้ท่าค่าสนองแต่อย่างใด 
 ค่าเสนอนั้น เมื่อไม่มีค่าสนองในขณะที่ตกลงกันได้โดยเฉพาะหน้านั้น ก็มีผลเท่ากับว่าค่าเสนอนั้นได้
ถูกบอกปัดไปแล้ว ท่าให้ค่าเสนอนั้นสิ้นผลไป ดังนั้น จึงไม่เกิดสัญญาขึ้นแต่อย่างใด 
 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจะให้ค่าปรึกษาแก่เปา ดังนี้ 
1. โต้งไม่ต้องรอให้เปาโทรศัพท์มาก่อน เพราะค่าเสนอนั้นสิ้นความผูกพันไปแล้ว ไม่มีผลอย่าง
ใดในกฎหมาย 
2. เมื่อสัญญายังไม่เกิด โต้งไม่จ่าเป็นต้องโทรศัพท์ไปบอกเปา 
วิเคราะห์ 
ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องการเกิดของสัญญา ต้องดูว่าสัญญาเกิดขึ้นหรือยัง ถ้าเกิดสัญญาขึ้นแล้วก็จะเกิด
ความผูกพันสามารถบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา แต่ถ้าสัญญายังไม่เกิด ก็ไม่สามารถบังคับกันได้ มี
ประเด็นพิจารณาว่า ค่าเสนอและค่าสนองได้เกิดขึ้นและถูกต้องตรงกันหรือยัง ปรากฏว่า เปาเป็นฝ่ายท่าค่า
เสนอเฉพาะหน้าไป 2 ครั้ง แต่โต้งปฏิเสธทั้ง 2 ครั้ง คือบอกปัดค่าเสนอ ท่าให้ค่าเสนอนั้นสิ้นผล จึงไม่มี
สัญญาเกิดขึ้น ทั้งโต้งก็มิได้ท่าค่าขึ้นใหม่แต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาจึงไม่เกิดขึ้น จะเรียกร้องบังคับกันไม่ได้ 
นักศึกษาส่วนมาตอบถูกว่าสัญญาไม่เกิด แต่อธิบายไม่ได้ว่า เพราะอะไรสัญญาจึงไม่เกิด โดยอ้างตัว
บทกฎหมายผิด อ้างหลักการเกิดสัญญาเรื่องการแสดงเจตนาซึ่งยังอยู่ห่างโดยระทางไม่ถูกต้อง 
 
2 
 
ค าถาม 8 
 บริษัท ก. ต้องการจ้างเลขานุการ 3 อัตรา จึงประกาศลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง โดยก าหนคุณสมบัติไว้ว่า 
ผู้สมัครต้องพูดได้ 3 ภาษา คือ ไทย ลาวและอังกฤษปรากฏว่ามีผู้มาสมัคร 4 คน แต่มีนางสาวดวงดีเพียงคนเดียวที่
พูดภาษาลาวไม่ได้ แต่มีความรู้ในทางคอมพิวเตอร์ เม่ือประกาศผลมาปรากฏว่า ทางบริษัทรับนางสาวดวงดีแต่เพียงผู้
เดียว ดังนี้ผู้สมัครอีก 3 คนซึ่งถูกปฏิเสธ จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท ก. ซึ่งท าให้ตนต้องเสียค่าใช้จ่ายมาสมัคร 
แม้คุณสมบัติคบถ้วนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 357 บัญญัติว่า “ค าเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี หรือมิได้สนองรับภายในเวลา
ก าหนดดังกล่าวมาแล้วในมาตราทั้งสามมาก่อนนี้ก็ดี ค าเสนอนั้นท่านว่าเป็นอันสิ้นสุดความผูกพันแต่นั้นไป” 
วินิจฉัย 
 ค าเสนอ คือ การแสดงเจตนาที่มีข้อความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะถือเป็นข้อผูกพันที่จะก่อให้เกิด
สัญญาได้ เมื่อมีการสนองตอบ 
 การที่บริษัท ก. ประกาศทางหนังสือพิมพ์รับสมัครเลขานุการนั้น มิได้มีลักษณะเป็นค าเสนอแต่อย่างใด แต่
เป็นเพียงค าเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติดังประกาศ ให้มาสมัครงานต่อบริษัท 
 การที่ผู้สมัครมาสมัครงานกับบริษัทนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผู้สมัครมาท าค าเสนอต่อบริษัท บริษัทจึงเป็น
ผู้ท าค าสนองรับค าเสนอนั้น หากต้องการรับผู้ใดเข้าท างาน สัญญาจึงจะเกิด 
 การที่บริษัทปฏิเสธไม่รับผู้เข้าสมัครทั้ง 3 คน ก็ถือว่าบริษัทได้บอกปัดค าเสนอไปยังผู้เสนอแล้ว ท าให้ค า
เสนอนั้นสิ้นผล จึงไม่เกิดสัญญาแต่อย่างใด 
 จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า ผู้สมัครทั้งสามคน ไม่สามารถฟ้องเรียก
ค่าเสียหายจากทางบริษัท เพราะบริษัทบอกปัดไม่รับค าเสนอ ท าให้ค าเสนอนั้นสิ้นผล จึงยังไม่เกิดสัญญาที่จะผูกพัน
บริษัทแต่อย่างใด 
 
วิเคราะห์ 
1. ประเด็นในเร่ืองนี้เป็นเร่ืองหลักเบื้องต้น ของการเกิดสัญญา นักศึกษาต้องวินิจฉัยให้ได้ว่า ขั้นตอนการ
เกิดสัญญานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยสรุปแล้วสาระส าคัญของสัญญาคือ 
(1) ต้องมีบุคคล 2 ฝ่าย 
(2) ต้องมีการแสดงเจตนา อันมีความยินยอมของบุคคล 2 ฝ่าย โดยท าเป็นค าเสนอและค าสนอง
ถูกต้องตรงกัน 
(3) ต้องมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดผลผูกพันในทางกฎหมาย 
2. เมื่อเข้าใจหลักของการเกิดสัญญาแล้ว ก็มาดูประเด็นในค าถามว่าสัญญาเกิดขึ้นระหว่างบริษัทกับ
ผู้สมัครหรือไม่ หากสัญญาเกิดขึ้นแล้ว การที่ผู้สมัครต้องเสียหายเพราะบริษัท ผู้สมัครก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย
ได้ แต่หากสัญญายังไม่เกิด ไม่มีผลทางกฎหมายที่จะผูกพันบริษัทแต่อย่างใด 
3. สัญญาเกิดจากค าเสนอและค าสนองถูกต้องตรงกัน ลักษณะของค าเสนอนั้นต้องมีข้อเท็จจริงเป็น
เร่ืองๆ ไปว่า ขนาดไหนจึงจะเรียกได้ว่าเป็นค าเสนอ คือ ต้องเป็นข้อความที่ชัดแจ้งแน่นอน ถือเป็นข้อผูกพันผู้เสนอได้
ในทันทีว่า ถ้ามีค าสนองถูกต้องตรงกับค าเสนอนั้นแล้ว สัญญาจะเกิดขึ้นทันที 
4. ประกาศรับสมัครงานทางหนังสือพิมพ์เป็นเพียงค าเชิญชวนผู้ที่สนใจเท่านั้น ไม่มีลักษณะพอจะ
เป็นค าเสนอที่จะผูกมัดบริษัท เพราะเป็นประกาศทั่วไปให้ผู้สนใจและมีคุณสมบัติมาสมัครเท่านั้น การมาสมัครงาน
ต่างหากเป็นค าเสนอ หากบริษัทพอใจค าเสนอของผู้สมัครคนใด ก็สามารถท าค าสนองหรือรับเข้าท างาน สัญญาจึง
เกิดขึ้น แต่ถ้าบริษัทยังไม่สนใจค าเสนอคือไม่รับ ก็เท่ากับบริษัทบอกปัดค าเสนอนั้น ค าเสนอนั้นก็สิ้นผลไป ไม่เกิด
สัญญา 
หลักส าคัญคือ นักศึกษาต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าสัญญาเกิดขึ้นหรือไม่ เกิดขึ้นแล้วมีผลอย่างไร หรือถ้ายังไม่
เกิดผลจะเป็นอย่างไร 
3 
 
ข้อ 7 ต้อยเห็นเสื้อที่ร้านตัวหนึ่งถูกใจ จึงถามเจ้าของร้านว่าขายราคาเท่าใด เจ้าของร้านบอกว่าราคา 500 บาท 
ต้อยต่อราคาเป็น 350 บาท เจ้าของร้านบอกว่า “450 บาท ก็แล้วกัน” ต้อยบอกว่า “แพงไป ให้ 400 บาท” 
เจ้าข้องร้านจึงบอกว่า “ขายไม่ได้ขาดทุน” ต้อยจึงเดินออกจากร้านไป เจ้าของร้านจึงเรียกต้อยกลับมาบอกว่า 
“ตกลง 400 บาท”แต่ต้อยปฏิเสธไม่ซื้อแล้ว เจ้าของร้านจะบังคับให้ต้อยซื้อได้หรือไม่ ดังนี้กรณีหนึ่ง และอีก
กรณีหนึ่งถ้าต้อยกลับมาและตกลงใจซื้อในราคา 400 บาท แต่บอกว่าจะไปซื้อของที่อ่ืนก่อนแล้วจึงจะกลับมา
รับเสื้อ ระหว่างนั้นไฟไหม้ตลาด ลุกลามมาไหม้ร้านขายเสื้อทั้งหมด ต่อมาเจ้าของร้านได้ทวงให้ต้อยช าระราคา
เสื้อ 400 บาท ต้อยไม่ช าระอ้างว่าตนไม่ได้รับเสื้อจึงไม่ต้องช าระราคา ข้ออ้างของต้อยฟังขึ้นหรือไม่ จงวินิจฉัย
ทั้งสองกรณีพร้อมยกเหจุผลประกอบ 
 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
1. มาตรา 259 วรรค 2 ค าสนองอันมีข้อความเพ่ิมเติม มีข้อจ ากัด หรือมีข้อแก้ไขอย่างอ่ืน
ประกอบด้วยนั้น ท่านให้ถือว่าเป็นค าบอกปัดไม่รับทั้งเป็นค าเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัว 
2. มาตรา 357 ค าเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี หรือมิได้สนองรับภายในเวลา
ก าหนดดังกล่าวมาในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ดี ค าเสนอนั้นเป็นอันสิ้นสุดความผูกพันแต่นั้นไป 
3. มาตรา 370 ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิใน
ทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่าการ
สูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ 
วินิจฉัย กรณีตามปัญหาแยกประเด็นวินิจฉัย ดังนี้ 
 กรณีแรก การที่เจ้าของร้านบอกราคาเสื้อตัวที่ต้อยต้องการซื้อราคา 500 บาท เป็นค าเสนอขาย 
และเม่ือต้อยต่อราคาเป็น 350 บาท จึงเป็นค าสนองที่มีข้อจ ากัดแก้ไข (ตามมาตรา 359 วรรค 2) จึงเป็นการ
บอกปัดไม่รับ ทั้งเป็นค าเสนอซ้ือขึ้นใหม่ในราคา 350 บาท 
 เมื่อเจ้าของร้านบอกว่า 450 บาทก็แล้วกัน จึงเป็นค าสนองที่มีข้อแก้ไขในราคา เป็นค าบอกปัดไม่
รับและเป็นค าเสนอขายขึ้นใหม่ (ตามมาตรา 359 วรรค 2) เมื่อต้อยต่อราคาเป็น 400 บาท เจ้าของบอกว่า 
“ขายไม่ได้ ขาดทุน” จึงเป็นค าบอกปัดไม่รับค าเสนอซื้อของต้อย ค าเสนอซื้อของต้อยในราคา 400 บาท 
จึงสิ้นความผูกพันไป (มาตรา 357) 
 การที่เจ้าของร้านกลับมาบอกว่า “ตกลง 400 บาท” เมื่อค าเสนอของต้อยสิ้นผลไปแล้ว ค าตอบของ
เจ้าของร้านจึงเป็นเพียงค าเสนอขายเท่านั้น สัญญายังไม่เกิดขึ้น เจ้าของร้านจะบังคับให้ต้อยซื้อไม่ได้ 
 กรณีที่สอง ถ้าต้อยตกลงซื้อ ก็คือต้อยสนองตอบค าเสนอของเจ้าของร้าน สัญญาซื้อขายก็เกิดขึ้น 
และเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง คือเสื้อที่ตกลงซื้อขายกัน 
เมื่อเกิดไฟไหม้ร้าน จึงเป็นกรณีที่ทรัพย์คือเสื้อนั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอันจะโทษลูกหนี้คือเจ้าของร้าน
มิได้ ความสูญหรือเสียหายจึงเป็นพับแก่เจ้าหนี้ คือต้อย ดังนั้น ต้อยจึงต้องช าระราคาเสื้อ 400 บาท ให้แก่
เจ้าของร้าน จะอ้างว่าตนไม่ได้รับเสื้อมิได้ ข้ออ้างของต้อยฟังไม่ข้ึน 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า 
 กรณีแรก สัญญาซื้อขายไม่เกิด เจ้าของร้านจะบังคับให้ต้อยซื้อไม่ได้ 
 กรณีท่ีสอง ความเสียหายตกเป็นพับแก่ต้อยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ต้อยจึงต้องรับผิดใช้ราคาแก่เจ้าของร้าน 
ข้ออ้างของต้อยฟังไม่ข้ึน 
*** หมายเหตุ ลูกหนี้ คือ ฝ่ายที่ต้องส่งมอบสินค้า *** 
4 
 
ค าถาม 7 
 ก. ออกประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เขียว-ทอง ว่า หากผู้ใดสามารถคิดยารักษาโรคเอดส์ได้
ส าเร็จจะให้รางวัลหนึ่งล้านบาท ข.และ ค. ได้อ่านพบข้อความในหนังสือพิมพ์ ข. จึงไปพบ ก. แสดงความ
จ านงว่า ตนก าลังค้นคว้าอยู่เกือบส าเร็จแล้วตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทดสอบผล แต่ ค. นั้นได้ทารทดลองอยู่นาน
แล้ว ปรากฏว่า เมื่อ ก. ออกประกาศไปได้ 3 เดือน กิจการของ ก. ขาดทุนจึ งได้ลงประกาศโฆษณาใน
หนังสือพิมพ์ มสธ. ถอนประกาศโฆษณาดังกล่าว เพราะหนังสือพิมพ์เขียว-ทอง ปิดกิจการ อีก 2 เดือนต่อมา
หลังจาก ก. ประกาศถอนโฆษณาแล้ว ค. กระท าการส าเร็จและได้มาพบ ก. เพ่ือขอรับรางวัลตามประกาศ ก.
อ้างว่าตนได้ถอนการให้รางวัลแล้ว แต่ปรากฏว่า ค.ไม่ทราบถึงการถอนนั้น เพราะไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ 
มสธ. และ ก. ยังอ้างอีกด้วยว่าถึงอย่างไรก็ตาม ค. ก็ไม่มีสิทธิในรางวัลอยู่ดี เพราะ ข. เป็นคนมาติดต่อแจ้งให้ 
ก. ทราบถึงการค้นคว้าก่อน ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก. หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
1. มาตรา 362 บุคคลออกโฆษณาให้ค ามั่นว่าจะให้รางวัลแก่ผู้กระท าการอันใด ท่านว่าจ าต้องให้
รางวัลแก่บุคคลใดๆ ผู้ได้กระท าการอันนั้น แม้ถึงมิใช่ว่าผู้นั้นจะได้กระท าเพราะเห็นแก่รางวัล 
2. มาตรา 363 วรรคแรก ในกรณีที่กล่าวมาในมาตราก่อนนี้ เมื่อยังไม่มีใครท าการส าเร็จดังบ่งไว้
นั้นอยู่ตราบใด ผู้ให้ค ามั่นจะถอนค ามั่นของตนเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณานั้นก็ได้ เว้นแต่ จะได้แสดงไว้ใน
โฆษณานั้นว่าจะไม่ถอน 
3. มาตรา 363 วรรคสอง ถ้าค ามั่นนั้นไม่อาจจะถอนโดยวิธีดังกล่าวมาก่อน จะถอนโดยวิธีอ่ืนก็ได้ 
แต่ถ้าเช่นนั้นการถอนจะเป็นอันสมบูรณ์ใช้ได้เพียงเพราะต่อบุคคลที่รู้ 
 
วินิจฉัย 
 ค าม่ันในกรณีนี้เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว เป็นการแสดงเจตนาของผู้ให้ค ามั่นที่จะผูกพันตนเองในการที่
จะให้รางวัลตามประกาศโฆษณา ซึ่งได้กระท าแกบุคคลทั่วไป โดยผู้ให้ค ามั่นนั้นมุ่งประสงค์ต้องการให้เกิดผล
ส าเร็จของการกระท าอันใดอันหนึ่งตามประกาศโฆษณา จึงไม่จ าเป็นจะต้องมีการแสดงเจตนาสนองตาม
ดังเช่นในกรณีเรื่องสัญญาแต่ผลผูกพันนี้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งผู้ให้ค ามั่นต้องให้รางวัล แม้ถึงว่าผู้กระท าจะ
ได้กระท าโดยไม่เห็นแก่รางวัลก็ตาม 
 จากข้อเท็จจริง จึงเห็นได้ว่า ก. ได้ให้ค ามั่นโดยประกาศโฆษณาทาง นสพ. เขียว -ทอง จะให้รางวัล
แก่ผู้ที่สามารถคิดยารักษาโรคเอดส์ได้ ดังนั้น จึงเท่ากับว่า ก. ผูกพันตัวต่อบุคคลทั่วไปที่จะต้องให้รางวัลแก่
บุคคลใดก็ได้ ซึ่งกระท าการนี้ส าเร็จ แม้ว่า ข. จะมาแจ้งให้ ก.ทราบว่า ตนก าลังค้นคว้าอยู่ก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มี
ผลส าเร็จของงานตามประกาศก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับรางวัลแต่อย่างใด (มาตรา 362) 
 ในขณะซึ่งงานยังไม่เสร็จ แม้ว่าผู้ให้ค ามั่นคือ ก. สามารถจะถอนค ามั่นนั้นเสียก็ได้ แต่การถอน
ค ามั่นดังกล่าวต้องกระท าโดยวิธีเดียวกับวิธีที่โฆษณานั้น ต้องหมายถึงถอนโดยวิธีเดียวอย่างแท้จริง หาก
ถอนด้วยวิธีเดิมไม่ได้จะมีผลสมบูรณ์ใช้ใด้แต่เฉพาะผู้ที่ได้รู้ถึงประกาศถอนเท่านั้น เมื่อ ก. ถอนโฆษณาใน
หนังสือพิมพ์ มสธ. ซึ่งมิใช่หนังสิพิมพ์เขียว-ทอง ที่ได้เคยลงประกาศไว้เดิม โดย ค. ไม่ทราบถึงการถอนนั้น 
ดังนี้ ก. ยังต้องผูกพันที่ต้องจ่ายรางวัลตามประกาศ 
 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดงกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก. 
และ ค. ที่ไม่ทราบการถอนประกาศ ส่วน ข. นั้น แม้ ข. จะมาติดต่อ ก. ให้ทราบถึงการค้นคว้าของตนก่อน ก็
ไม่มีผลอย่างใดในกฎหมาย 
 
5 
 
วิเคราะห์ 
1. ประเด็นในค าถามนั้น เป็นเรื่องค ามั่นจะให้รางวัลว่าจะมีผลอย่างไร เมื่อจับประเด็นได้แล้วก็มาดู
ค าถามว่า ผู้ถามต้องการรู้อะไรบ้าง และมีมาตราใดท่ีเกี่ยวข้องในการตอบค าถาม 
นักศึกษาส่วนใหญ่ตอบข้อนี้เป็นเรื่องค าเสนอค าสนอง ซึ่งก่อให้เกิดสัญญา แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
เป็นเรื่องค าม่ันจะให้รางวัล ซึ่งแม้เมื่อดูเผินๆ แล้วน่าจะเป็นการประกาศหรือโฆษณาเชิญชวนให้มาท าค า
เสนอ เพื่อก่อให้เกิดสัญญา ซึ่งความเข้าใจนั้นไม่ถูกต้อง 
2. ค าม่ันนั้นเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว และจะมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อเม่ือผู้ให้ค าม่ันในมันทีที่
ประกาศออกไป แต่ประกาศโฆษณาเชิญชวนนั้นยังไม่มีผลใดๆ ในกฎหมาย หากเข้าใจในข้อนี้ก็จะตอบได้
โดยไม่ผิดพลาดสับสน 
3. ผลของค าม่ันนั้นเกิดขึ้นเม่ือมีผลส าเร็จของงานเกิดขึ้น แม้ผู้กระท าจะไม่เห็นแก่รางวัล ก็มี
สิทธิได้รับรางวัล ไม่ต้องมาท าค าเสนอหรือมาสนองตอบ (มาตรา 362) แต่ก่อนผลของงานจะส าเร็จ ผู้ให้
ค าม่ันก็สามารถจะถอนค ามั่นได้โดยวิธีเดียวกับการที่ได้โฆษณาไว้ ซึ่งผลของการถอนก็สมบูรณ์ถ้าถอนด้วย
วิธีเดียวกัน ซึ่งวิธีเดียวกัน หมายความว่า ต้องเป็นวิธีเดียวกันจริงๆ ตามข้อเท็จจริงการลงโฆษณาใน
หนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่ง แม้จะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะหนังสือพิมพ์เขียว-ทอง จะถูกปิดก็ตาม ไม่ถือว่า
เป็นการถอนโดยวิธีเดียวกัน แต่เป็นการถอนโดยวิธีอ่ืน ดังนั้น จึงใช้กับ ค. เพ่ือปฏิเสธไม่ให้รางวัลไม่ได้ 
ข้าพเจ้าจึงไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก. 
4. ข้อบกพร่อง คือ นักศึกษาไม่แม่ตัวบทกฎหมาย และไม่เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างค ามั่น 
ค าเสนอ ค าสนอง ว่าแต่ละประเภทคืออะไร มีผลแตกต่างกันอย่างไร ดังนั้น การตอบจึงไม่ตรงกับตัวบท
กฎหมายในเรื่องค ามั่น 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
6 
 
ข้อ 3 ส ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 ว่าหากใครประดิษฐ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ซึ่งสามารถแปลข้อความภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษได้ จะให้รางวัล 400,000 บาท เวลาล่วงไป 5 ปีแล้ว 
ฉลาดได้ประดิษฐ์โปรแกรมดังกล่าวได้โดยฉลาดไม่เคยทราบว่า ส ได้ประกาศให้รางวัลแต่มาทราบจากเพ่ือน
ของตนในภายหลังเมื่อประดิษฐ์ได้ ดังนั้นฉลาดจึงน าสิ่งประดิษฐ์ของตนมาขอรับรางวัลจาก ส ส อ้างว่าเลย
ก าหนดอายุความแล้ว และฉลาดเองก็ไม่เคยมาแจ้งให้ ส ทราบว่าจะอาสาประดิษฐ์ สัญญาจึงไม่เกิดและ
ปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางวัล ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของ ส หรือไม่ 
 
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
 หลักกฎหมายที่ 1 (มาตรา 362) บุคคลออกโฆษณาให้ค ามั่นว่าจะให้รางวัลแก่ผู้ซึ่งกระท าการอันใด
ท่านว่าจ าต้องให้รางวัลแก่บุคคลใดๆ ผู้ได้กระท าการอันนั้น แม้ถึงมิใช่ว่าผู้นั้นจะได้กระท าเพราะเห็นแก่รางวัล 
 หลักกฎหมายที่ 2 (มาตรา 363 วรรคแรก) ในกรณีที่กล่าวมาในมาตราก่อนนี้ เมื่อยังไม่มีใครทาการ
ส าเร็จดังบ่งไว้นั้นอยู่ตราบใด ผู้ให้ค ามั่นจะถอนค ามั่นของตนเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณานั้นก็ได้ เว้นแต่จะได้
แสดงไว้ในโฆษณานั้นว่าจะไม่ถอน 
 
วินิจฉัย 
 กรณีนี้เป็นเรื่อง ค ามั่นโฆษณาจะให้รางวัล ค ามั่นมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว
ผูกพันผู้ให้ค าม่ันโดยไม่ต้องมีการแสดงเจตนาสนองตอบแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ผู้ให้ค ามั่นมุ่งถึงความส าเร็จของ
การกระท าซึ่งตนโฆษณาไว้ ดังนั้นแม้ผู้กระท าส าเร็จ กระท าโดยไม่เห็นแก่รางวัล ผู้โฆษณาก็ต้องให้รางวัล 
ผู้ให้ค ามั่นจะถอนค ามั่นเสียได้ถ้ายังไม่มีผู้ใดท าส าเร็จ แต่ถ้ายังไม่ถอนค ามั่นแล้ว ผู้ให้ค ามั่นก็คงผูกพันอยู่ 
 ตามข้อเท็จจริง เป็นเรื่องค ามั่นจะให้รางวัล เมื่อมีบุคคลประดิษฐ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามประกาศ
ได้ ดังนั้น ส ต้องผูกพันตามค าม่ันที่ได้ให้ไว้ เมื่อมีบุคคลท าส าเร็จตามโฆษณาแล้ว ส จะอ้างก าหนดอายุความ
มาปฏิเสธไม่จ่ายรางวัลไม่ได้ เพราะ ส ยังมิได้ถอนค ามั่นแต่อย่างใด ส จึงต้องผูกพันจ่ายรางวัล แม้ว่า
ฉลาดจะไม่ทราบมาก่อนว่าการประดิษฐ์นั้นจะมีรางวัล ดังนั้น ส ปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางวัลไม่ได้ 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า ส จะอ้างก าหนดอายุความมาปฏิเสธ
ไม่จ่ายรางวัลไม่ได้ เพราะ ส ยังมิได้ถอนค ามั่นแต่อย่างใด ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของ ส 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
7 
 
ข้อ 9 ก เสนอขายตู้เย็นแก่ ข โดยเขียนจดหมายส่งไปรษณีย์ในวันที่ 1 มกราคม 2530 หลังจากส่ง
จดหมายไปได้ 1 วัน ก หัวใจวาย วันที่ 3 มกราคม 2530 ข ได้โทรศัพท์มาหา ก เพื่อจะขอซื้อตู้เย็น 
ปรากฏว่าทายาทของ ก ได้แจ้งให้ ข ทราบว่า ก หัวใจวายตายในวันที่ 2 มกราคม 2530 และเม่ือวันที่ 5 
มกราคม 2530 จดหมายของ ก มาถึง ข ข เห็นว่าราคาตู้เย็นที่ ก เสนอมาถูกมาก จึงมีจดหมายตอบ
ไปยังทายาทของ ก ตกลงซื้อตู้เย็นตามที่ ก เสนอมา ปรากฏว่าทายาทของ ก ปฏิเสธไม่ยอมขายตู้เย็นให้ 
ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายตู้เย็นเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด และ ข จะเรียกให้ทายาทของ ก ส่ง
มอบตู้เย็นให้แก่ตนได้หรือไม ่
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
 หลักกฎหมายที่ 1 (มาตรา 169 วรรค 2) การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้
ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคน
เสมือนไร้ความสามารถ 
 หลักกฎหมายที่ 2 บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖๙ วรรค 2 นั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหากว่าขัดกับเจตนา
อันผู้เสนอได้แสดง หรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้
ความสามารถ 
วินิจฉัย 
 การแสดงเจตนาต่อบุคลซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางนั้น ถึงแม้ว่าภายหลังผู้แดสงเจตนาตายก็ตาม การ
แสดงเจตนานั้นก็ยังคงสมบูรณ์อยู่ ในฐานเป็นการแสดงเจตนาซึ่งเป็นหลักท่ัวไป 
 แต่มีข้อยกเว้นว่า ถ้าหากขัดกับเจตนาของผู้เสนอซึ่งได้แสดงไว้ หรือว่าหากผู้ที่สนองนั้นได้รู้อยู่แล้ว
ว่าผู้เสนอตายไปแล้วก่อนสนองรับไป เช่นนี้ การแสดงเจตนาของผู้ตายก็เป็นอันไม่มีผลเป็นการแสดง
เจตนา 
 จากข้อเท็จจริง ก เสนอขายตู้เย็นให้แก่ ข ในวันที่ 1 มกราคม 2530 หลังจากส่งค าเสนอไปแล้ว 
ก ตาย และทายาทของ ก ได้แจ้งให้ ข ทราบว่า ก หัวใจวายตายในวันที่ 2 มกราคม 2530 จึงเป็นกรณีที่ 
ผู้สนอง คือ ข เองก็ได้ทราบแล้วก่อนท าค าสนองว่า ก ตายไปแล้ว ดังนี้ จึงมีผลให้ค าเสนอของ ก นั้นสิ้นผล
เป็นค าเสนอ เพราะ ข ได้ทราบก่อนแล้วว่า ก ตาย แม้ว่า ข จะท าค าสน���งมาภายหลัง สัญญาซื้อขาย
ตู้เย็นก็ไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น ทายาทของ ก ปฏิเสธไม่ขายตู้เย็นให้ ข ได้ 
 ข จะเรียกให้ทายาทของ ก ส่งมอบตู้เย็นแก่ตนมิได้ เพราะสัญญาซื้อขายตู้เย็นไม่เกิด 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า สัญญาซื้อขายตู้เย็นก็ไม่เกิดขึ้นแต่
อย่างใด เพราะ ค าเสนอของ ก สิ้นไปเป็นค าเสนอ เนื่องจาก ข ได้ทราบก่อนท าค าสนองว่า ก ตายไปแล้ว 
และ ข จะเรียกให้ทายาทของ ก ส่งมอบตู้เย็นแก่ตนมิได้ เพราะสัญญาซื้อขายตู้เย็นไม่เกิด 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
8 
 
ม.ราม 
ข้อ 1. เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554 นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ส่งจดหมายทาง
ไปรษณีย์เสนอ ขายบ้านหลังหนึ่งของตนราคาสามล้านบาทแก่นายจันทร์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี หลังจากนาย
อาทิตย์ส่งจดหมายไปแล้วหนึ่งวัน ก่อนที่จดหมายของนายอาทิตย์ไปถึงนายจันทร์เกิดอุทกภัยที่จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา กระแสน้ าหลากไหลมาอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้นายอาทิตย์จมน้ าตาย ดังนี้ 
ก. การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์มีผลในกฎหมายประการใดหรือไม่ เพราะเหตุใด 
ข. กรณีปรากฏว่าเมื่อจดหมายของนายอาทิตย์ไปถึงนายจันทร์ นายจันทร์ได้ทราบข่าวการตายของ
นายอาทิตย์แล้ว แต่อยากได้บ้านหลังที่นายอาทิตย์เสนอขาย นายจันทร์จึงเขียนจดหมายตอบตกลงซื้อบ้าน
หลังนั้นแล้วส่งทางไปรษณีย์ไปให้นายอาทิตย์ นางสาวน้อยหน่าซึ่งเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของนายอาทิตย์ได้รับ
จดหมายดังกล่าวไว้ ดังนี้ สัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนายอาทิตย์และนายจันทร์เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 169 วรรคสอง “การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดง
เจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย” 
มาตรา 360 “บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช่บังคับ ถ้าหากว่า...ก่อนจะสนอง
รับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย” 
 
วินิจฉัย 
ก. กรณี อุทาหรณ์ การที่นายอาทิตย์ซึ่งมีเจตนาที่จะขายบ้านของตนให้แก่นายจันทร์และได้ส่งการ 
แสดงเจตนาเสนอขายบ้านหลังดังกล่าวโดยจดหมายทางไปรษณีย์ไปให้นายจันทร์แล้ว นั้น แม้ต่อมาภายหลัง
นอกอาทิตย์ผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย ดังนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง ให้ถือว่า การแสดง
เจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์ที่ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป คือให้ถือว่าการแสดงเจตนาเสนอขาย
บ้านของนายอาทิตย์นั้นยังคงมีผลสมบูรณ์ 
ข. ตาม อุทาหรณ์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อจดหมายแสดงเจตนาขายบ้านของนายอาทิตย์ได้
ไปถึงนายจันทร์นั้น นายจันทร์ได้ทราบข่าวการตายของนายอาทิตย์แล้ว แต่นายจันทร์อยากได้บ้านหลังที่นาย
อาทิตย์เสนอขาย นายจันทร์จึงได้เขียนจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านหลังนั้นแล้วส่งทางไปรษณีย์ไปให้ นาย
อาทิตย์ กรณีดังกล่าวจึงต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า มิให้น า ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรค
สอง มาใช้บังคับ ถ้าหากว่าก่อนที่จะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย ดังนั้น กรณีตาม
อุทาหรณ์ดังกล่าวนี้จึงต้องถือว่า การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์นั้นย่อมเสื่อมเสียไป หรือสิ้น
ความผูกพันไป และเมื่อกรณีดังกล่าว ถือว่าไม่มีค าเสนอของนายอาทิตย์ มีแต่เพียงค าสนองของนายจันทร์ 
ดังนั้น สัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนายอาทิตย์และนายจันทร์จึงไม่เกิดขึ้น 
สรุป 
ก. การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 
ข. สัญญาซื้อขายบ้านระหว่านายอาทิตย์และนายจันทร์ไม่เกิดข้ึน 
 
 
 
 
9 
 
ข้อ 4 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ส่งจดหมายเสนอขายบ้านหลังหนึ่ง
ของตนไปยังนางจันทราซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ในราคา 3 ล้านบาท โดยนายอาทิตย์ได้ก าหนดไปใน
จดหมายด้วยว่า ถ้านางจันทราต้องการซื้อบ้านหลังนี้ ให้ตอบไปยังนายอาทิตย์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 
2556 นางจันทราส่งจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านหลังนั้นตามราคาที่นายอาทิตย์เสนอ แต่จดหมายของนาง
จันทราไปถึงนายอาทิตย์ในวันที่ 5 เมษายน 2556 อย่างไรก็ตาม เมื่อดูตราไปรษณีย์ซึ่งประทับบนซอง
จดหมายของนางจันทราแล้ว เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่า นางจันทราได้ส่งจดหมายตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 
2556 ซึ่งตามปกติจดหมายฉบับนั้นควรไปถึงนายอาทิตย์ก่อนหรือภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 ตามที่
นายอาทิตย์ก าหนด เช่นนี้ จดหมายตอบตกลงซื้อบ้านที่นางจันทราส่งไปยังนายอาทิตย์เป็นค าสนองล่วงเวลา
หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 358 ถ้าค าบอกกล่าวสนองมาถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าค าบอกกล่าวนั้นได้ส่ง
โดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในเวลาก าหนดนั้นไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
โดยพลันว่าค าสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว 
ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่ามาในวรรคต้น ท่านให้ถือว่าค าบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา 
 
วินิจฉัย 
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางจันทราได้ส่งจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านหลังนั้นตามราคาที่ นาย
อาทิตย์เสนอ แต่จดหมายของนางจันทราไปถึงนายอาทิตย์ในวันที่ 5 เมษายน 2556 ซึ่งล่าช้ากว่าเวลาที่นาย
อาทิตย์ได้ก าหนดไว้ แต่เป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์ซึ่งประทับบนซองจดหมายว่า นางจันทราส่ง
จดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2556 ซึ่งตามปกติจดหมายฉบับนั้นควรจะไปถึง นาย
อาทิตย์ก่อน หรือภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2556 อันเป็นเวลาที่นายอาทิตย์ก าหนดไว้ ในกรณีเช่นนี้ ค า
สนองของนางจันทราจะเป็นค าสนองล่วงเวลาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่านายอาทิตย์ซึ่งเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติหน้าที่
ตามที่กฎหมายก าหนดไว้หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้กฎหมายก าหนดหน้าที่ของผู้เสนอไว้ว่า ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่ผู้
สนองโดยพลันว่าค าสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นไว้ก่อนแล้วดังนั้น 
(1) ถ้านายอาทิตย์ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดไว้ดังกล่าว กฎหมายจึงจะถือว่าจดหมายค า
สนองของนางจันทราเป็นค าสนองล่วงเวลา 
(2) แต่ถ้านายอาทิตย์ละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดไว้ดังกล่าว กฎหมายให้ถือว่า
จดหมายค าสนองของนางจันทราเป็นค าสนองที่มิได้ล่วงเวลา ซึ่งมีผลให้สัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนาย
อาทิตย์กับนางจันทราเกิดข้ึน 
 
สรุป 
 จดหมายตอบตกลงซื้อบ้านของนางจันทราที่ส่งไปยังนายอาทิตย์เป็นค าสนองล่วงเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า
นายอาทิตย์ซึ่งเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดไว้หรือไม่ ตามมาตรา 358 
 
 
 
 
 
10 
 
ค าถาม ข้อ 4. ระหว่างที่นายผอมก าลังออกก าลังกายอยู่นั้น นายอ้วนเพื่อนเก่าได้เดินสวนมาเจอกับนาย
ผอม นายอ้วนได้เสนอขายนาฬิกาข้อมือของตน ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นพิเศษ สามารถวัดการเผาผลาญพลังงานจาก
การออกก าลังกายได้ ปกติราคา 50, 000 บาท หากนายผอมสนใจจะให้ราคาพิเศษ 40,000 บาทโดยนาย
อ้วนเสนอว่าให้รีบตอบรับภายใน 2 วัน แต่นายผอมบอกกับนายอ้วนว่าไม่ต้องการซื้อ แล้วนายผอมก็เดินแยก
ออกมา ผ่านไป 1 วัน นายผอมเปลี่ยนใจจึงโทรไปบอกกับนายอ้วนว่าต้องการซื้อนาฬิกาดังกล่าว นายอ้วน
บอกว่าต้องซื้อในราคา 50,000 บาท นายผอมจึงงบอกนายอ้วนว่า นายอ้วนบอกให้ตอบรับได้ภายใน 2 วัน 
ขณะที่ผ่านมาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น ดังนั้น นายอ้วนจึงต้องขายนาฬิกาให้ตนในราคา 40,000 บาท ข้ออ้างของ
นายผอมฟังขึ้นหรือไม่ อย่างไร 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลผลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 354 “ค าเสนอจะท าสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ท าค าสนองนั้น ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายใน
ระยะเวลาที่บ่งไว้” 
มาตรา 357 “ค าเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี หรือมิได้สนองรับภายในเวลาก าหนด
ดังกล่าวมาในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ดี ค าเสนอนั้นท่านว่าเป็นอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป” 
 
วินิจฉัย 
ในการท าค าเสนอนั้นตามมาตรา 354 ได้ก าหนดไว้ว่า ถ้าผู้ท าค าเสนอได้มุ่งระยะเวลาไว้ให้อีกฝ่าย
หนึ่งท าค าสนอง ผู้เสนอไม่อาจจะถอนค าเสนอก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้นั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามหากอีกฝ่าย
หนึ่งบอกปัดค าเสนอนั้นไปยังผู้เสนอแล้ว หรือมิได้สนองรับภายในเวลาที่ก าหนด ย่อมมีผลท าให้ค าเสนอนั้น
สิ้นความผูกพันตามมาตรา 357 
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอ้วนเสนอขายนาฬิกาข้อมือของตนให้กับนายผอม โดยนายอ้วนเสนอ
ว่าให้รีบตอบรับภายใน 2 วันนั้น ค าเสนอขายของนายอ้วนย่อมถือเป็นค าเสนอที่บ่งระยะเวลาที่ให้ท า ค า
สนอง ดังนั้น นายอ้วนจึงไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ตามมาตรา 354 แต่อย่างไรก็ตาม การที่นาย
ผอมบอกกับนายอ้วนว่าไม่ต้องการซื้อ และเดินแยกออกมานั้นถือเป็นการปัดค าเสนอไปยังนายอ้วนผู้เสนอ
แล้ว จึงมีผลท าให้การเสนอขายของนายอ้วนสิ้นความผูกพันตามมาตรา 357 ข้ออ้างของนายผอมที่ว่า นาย
อ้วนบอกให้ตอบรับได้ภายใน 2 วัน ขณะนี้ผ่านมาได้เพียงแค่ 1 วันเท่านั้น นายอ้วนจึงต้องขายนาฬิกาให้ตน
ในราคา 40, 000 บาทนั้นจึงฟังไม่ข้น เพราะค าเสนอดังกล่าวสิ้นความผูกพันไปแล้ว 
 
สรุป ข้ออ้างของนายผอมฟังไม่ข้ึน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
11 
 
ข้อ 4. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 นายสมพงศ์ซึ่งอยู่จังหวัดชลบุรีได้ส่งจดหมายเสนอขายม้าแข่งตัวหนึ่ง
ของตนให้นายสมบูรณ์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ราคา 1 , 000,000 บาท โดยก าหนดไปในจดหมายด้วยว่า
ถ้าหากนายสมบูรณ์จะซื้อจะต้องส่งจดหมายตอบตกลงซื้อมาถึงนายสมพงษ์ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 
2553 นายสมบูรณ์ส่งจดหมายตอบตกลงซื้อม้าแข่งตัวนั้นตามราคาที่นายสมพงศ์เสนอแต่จดหมายมาถึงนาย
สมพงศ์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 หากเป็นที่เห็��ได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์ซึ่งประทับบนซองจดหมายว่า
นายสมบูรณ์ส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 เช่นนี้ จะมีผลในกฎหมายอย่างไร 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 358 “ถ้าค าบอกกล่าวเสนอมาถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าค าบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดย
ทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในเวลาก าหนดไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่า
ค าสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้าเว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว 
 ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่าในวรรคต้น ท่านให้ถือว่าค าบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา” 
 
วินิจฉัย 
กรณีตามอุทาหรณ์ จดหมายค าสนองตอบตกลงซื้อม้าแข่งของนายสมบูรณ์ไปถึงนายสมพงศ์ในวันที่ 
31 กรกฎาคม 2553 ซึ่งล่าช้ากว่าเวลาที่นายสมพงศ์ก าหนดไว้ 6 วัน แต่เป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์
ซึงประทับตราบนซองจดหมายของนายสมบูรณ์ว่านายสมบูรณ์ส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 
2553 ซึ่งตามปกติจดหมายฉบับนั้นควรจะมาถึงนายสมพงศ์ภายใน 3 วัน หรือ 5 วันเป็นอย่างช้า คือ มาถึงทัน
ภายในวันที่ 25 กรกฎคม 2553 ซึ่งนายสมพงศ์ก าหนดไปในค าเสนอ 
 ดังนั้น ค าสนองของนายสมบูรณ์จึงเป็นค าสนองที่มาถึงผู้เสนอเนิ่นช้า แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าค า
สนองนั้นได้ถูกส่งโดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงผู้เสนอภายในเวลาก าหนด ซึ่งจะมีผลในกฎหมายตาม
มาตรา 358 ดังนี้ 
1. นายสมพงศ์ผู้เสนอมีหน้าที่ต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่าย (คือ นายสมบูรณ์ผู้สนอง) โดยพลันว่า
ค าสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่นายสมพงศ์ผู้เสนอจะได้บอกกล่าวเช่นนั้นไว้ก่อนแล้ว 
2. ถ้านายสมพงศ์ผู้เสนอปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว กฎหมายจึงจะถือว่าค าบอกกล่าวสนองของนาย
สมบูรณ์เป็นค าสนองล่วงเวลา 
3. แต่ถ้านายสมพงศ์ผู้เสนอละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว กฎหมายถือว่าค าบอกกล่าวสนองของ
นายสมบูรณ์เป็นค าสนองที่มิได้ล่วงเวลา ซึ่งจะมีผลท าให้สัญญาซื้อขายม้าแข่งระหว่างนายสมพงศ์กับนาย
สมบูรณ์เกิดข้ึน 
 
สรุป จดหมายตอบตกลงซื้อม้าแข่งของนายสมบูรณ์จะมีผลในกฎหมายเป็นค าสนองล่วงเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่
กับว่า นายสมพงศ์ซ่ึงเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายก าหนดไว้ตามมาตรา 358 หรือไม่ 
 
 
 
 
 
 
 
12 
 
ข้อ 4. นายศรีกรุงอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่งจดหมายเสนอขายพระสมเด็จวัดระฆังองค์หนึ่งของตนมูลค่า
จ านวน 1 ล้านบาท ให้แก่นายศรีตรังซึ่งอยู่ที่จังหวัดตรัง โดยแจ้งว่าหากนายศรีตรังตกลงซื้อก็ให้ตอบให้ทราบ
ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 นายศรีตรังได้รับจดหมายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 และส่งจดหมายตอบ
ตกลงซื้อพระสมเด็จฯ องค์นั้นถึงนายศรีกรุงทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 หลังจากส่ง
จดหมายแล้วนายศรีตรังถูกศาลสั่งให้ตกเป็นคนไร้ความสามารถในวันต่อ มา นางศรีสวยคู่สมรสของนาย
ศรีตรังได้โทรศัพท์แจ้งข่าวดังกล่าวให้แก่นายศรีกรุง ทราบในวันเดียวกัน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของทางการ
ไปรษณีย์ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดส่งจดหมายของ นายศรีตรังไปยังจังหวัดหนองคายแทนที่จะส่งมาจังหวัดตรัง
ตามปกติ เพราะความประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้จดหมายของนายศรีตรังซึ่งตาม ปกติควรมาถึงบ้าน
นายศรีกรุงภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 กลับมาถึงในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 นายศรีกรุงเห็นว่า
จดหมายของนายศรีตรังมาถึงล่วงเวลาที่ก าหนดในจดหมายของตน ทั้งนายศรีตรังก็ยังตกเป็นคนไร้
ความสามารถตามกฎหมายไปแล้ว นายศรีตรังจึงไม่น่าจะต้องการพระสมเด็จฯ องค์นั้นอีกต่อไป จึงเปลี่ยนใจ
ไม่อยากขายพระสมเด็จฯ องค์นั้นอีก นายศรีกรุงจึงไม่สนใจที่ติดต่อนางศรีสวยทายาทของนายศรีตรังในเรื่อง
การซื้อขายนั้นอีก ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า นางศรีสวยซึ่งเป็นทายาทคนเดียวของนายศรีตรังจะเรียกร้องให้นายศรี
กรุงส่งมอบพระสมเด็จฯ องค์นั้นให้แก่ตนซึ่งตนพร้อมจะช าระราคาให้ตอบแทนโดยนางศรีสวยอ้างว่าสัญญา
ซื้อขายพระสมเด็จฯ องค์นั้นได้เกิดข้ึนแล้วได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 169 วรรคสอง “การแสดงเจตนาเมื่อส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดง
เจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตายหรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้
ความสามารถ” 
มาตรา 358 “ถ้าค าบอกกล่าวมาถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าค าบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดย
ทางการซึ่งตามปกติ ควรจะมาถึงภายในเวลาที่ก าหนดไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ ายหนึ่งโดน
พลันว่าค าสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่จะบอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว 
ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่ามาในวรรคต้น ท่านให้ถือค าบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา” 
มาตรา 360 “บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหากว่าขัดกับเจตนาอัน
ผู้เสนอได้แสดง หรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้
ความสามารถ” 
มาตรา 361 วรรคแรก “อันสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเป็นสัญญา
ขึ้นแต่เวลาเมื่อค าบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ” 
 
วินิจฉัย 
กรณี ตามอุทาหรณ์ การที่นายศรีตรังส่งจดหมายตอบตกลงซื้อพระสมเด็จวัดระฆังไปยังนายศรีกรุง 
เป็นการแสดงเจตนาท าค าสนองต่อนายศรีกรุงผู้เสนอซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แม้ได้ส่งการแสดงเจตนาออกไป
แล้ว นายศรีตรังผู้แสดงเจตนาท าค าสนองได้ถูกศาลสั่งให้ตกเป็นคนไร้ความสามารถก่อน การแสดงเจตนานั้น
ไปถึงนายศรีกรุง กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 360 การแสดงเจตนาท าค าสนองที่ได้ส่งออกไปแล้วนั้น
จึงไม่เสื่อมเสียไปตามมาตรา 169 วรรคสอง 
และแม้การแสดงเจตนานั้นไปถึงนายศรีกรุงผู้รับการแสดงเจตนาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่ง
ล่วงเลยระยะเวลาที่นายศรีกรุงก าหนดให้นายศรีตรังท าค าสนองก็ตาม แต่โดยที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าค าสนอง
นั้นได้ส่งโดยทางการซึ่งปกติควรจะมาถึงนายศรีกรุงภายในเวลาก าหนด คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 เมื่อ
13 
 
นายศรีกรุงผู้รับคาสนองมิได้บอกกล่าวแก่นางศรีสวยโดยพลันว่าค าสนองมาถึงเนิ่นช้า ก็ต้องถือว่าค าสนองนั้น
มิได้ล่วงเวลาตามมาตรา 358 วรรคสอง สัญญาซื้อขายพระสมเด็จฯ องค์ดังกล่าวระหว่างนายศรีกรุงและนาง
ศรีสวยคู่สมรสของนายศรีตรังจึงเกิดข้ึนโดยสมบูรณ์ตามมาตรา 361 วรรคแรก นางศรีสวยจึงเรียกร้องให้นาย
ศรีกรุงส่งมอบพระสมเด็จฯ องค์นั้นให้นางศรีสวย โดยรับเงินจ านวน 1 ล้านบาท ไปจากนางศรีสวยได้ 
 
สรุป นางศรีสวยเรียกร้องให้นายศรีกรุงส่งมอบพระสมเด็จฯ องค์นั้นให้นางศรีสวย โดยรับเงินจ านวน 1 
ล้านบาท ไปจากนางศรีสวยได้ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
14 
 
ข้อ 4 นายอิ่มอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้โทรศัพท์ไปหานายอดเพื่อนสนิท และนายอิ่มได้พูดเสนอขายรถยนต์ 1 
คัน ให้นายอดในราคา 400,000 บาท ในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ แต่นายอดไม่ได้ตอบกลับมาทันทีว่าจะ
ซื้อหรือไม่อย่างไร นายอิ่มเห็นนายอดไม่สนใจรถยนต์ของตน เมื่อกลับถึงบ้านนายอิ่มได้ส่งจดหมายเสนอขายรถยนต์
คันดังกล่าว ให้นายอี๊ดซึ่งอยู่จังหวัดสมุทรสาครในราคาเท่ากัน กับที่เสนอขายนายอด โดยนายอิ่มได้ก าหนดไปใน
จดหมายด้วยว่า ถ้านายอี๊ดต้องการซื้อรถยนต์ของตน ต้องสนองตอบกลับมาภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 
ปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ก าหนดคือ วันที่ 20 พฤษภาคม 2551 แล้วนายอี๊ดก็มิได้สนองตอบกลับมาแต่อย่างใด จะมี
ก็แต่จดหมายค าสนองของนายอดที่ตอบกลับมายังนายอิ่มว่าตนตกลงซื้อรถยนต์ของนายอิ่มที่เสนอขาย ดังนี้อยาก
ทราบว่า ถ้านายอิ่มเปลี่ยนใจไม่ต้องการขายรถยนต์ของตนให้กับนายอดและนายอี๊ด นายอิ่มจะท าได้หรือไม่ เพราะ
เหตุใด จงอธิบาย 
 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 354 ค าเสนอจะท าสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ท าค าสนองนั้น ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้
ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ 
มาตรา 356 ค าเสนอท าแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า โดยมิได้บ่งระยะเวลาให้ท าค าสนองนั้นเสนอ ณ 
ที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลคนหนึ่งท าค า
เสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ด้วย 
มาตรา 357 ค าเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี หรือมิได้สนองรับภายในเวลาก าหนด
ดังกล่าวมาในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ดี ค าเสนอนั้นท่านว่าเป็นอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป 
มาตรา 360 บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหากว่าขัดกับเจตนา
อันผู้เสนอได้แสดง หรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้
ไร้ความสามารถ 
วินิจฉัย 
กรณีแรก การที่นายอ่ิมซึ่งอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้โทรศัพท์ไปหานายอดเพ่ือนสนิทและนายอ่ิมได้
พูดเสนอขายรถยนต์ให้นายอดระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ ถือได้ว่านายอ่ิมได้ท าค าเสนอต่อบุคคลซึ่งอยู่
เฉพาะหน้าโดยมิได้บ่งระยะเวลาให้ท าค าสนอง ตามาตรา 356 ซึ่งสัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวจะเกิดขึ้น
เป็นสัญญาขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนายอดได้ท าค าสนองกลับมาทันที ณ ที่นั้นเวลานั้น แต่เนื่องจากว่านายอดผู้รับค า
สนองมิได้ท าค าสนองกลับมาเป็นจดหมายในภายหลังนั้นก็ตาม ก็หาท าให้ค าเสนอที่สิ้นผลผูกพันไปแล้ว
กลับมามีผลอีกไม่ สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างนายอ่ิมและนายอดก็หาอาจเป็นสัญญาได้ไม่ ดังนั้นนายอ่ิม
สามารถเปลี่ยนใจไม่ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้นายอดได้ 
 
กรณีที่สอง การที่นายอ่ิมส่งจดหมายเสนอขายรถยนต์คันดังกล่าว ให้นายอ๊ีดซึ่งอยู่จังหวัด
สมุทรสาคร โดยนายอ่ิมได้ก าหนดไปในจดหมายด้วยว่า ถ้านายอ๊ีดต้องการซื้ อรถยนต์ของตน ต้อง
สนองตอบกลับมาภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ถือได้ว่านายอ่ิมได้ท าค าเสนอต่อบุคคลซึ่งอยู่ห่างกัน
โดยระยะทาง โดยได้บ่งระยะเวลาให้ท าค าสนอง ตามาตรา 354 ถ้านายอ่ิมเปลี่ยนใจไม่ขายรถยนต์ของตน 
นายอิ่มก็สามารถท าได้อยู่แล้วโดยผลทางกฎหมาย กล่าวคือ สัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวจะเกิดเป็นสัญญา
ขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนายอ๊ีดได้ท าค าสนองกลับไปถึงนายอ่ิมผู้ท าค าเสนอภายในระยะเวลาที่บ่งไว้คือ ภายในวันที่ 
20 พฤษภาคม 2551 ตามมาตรา 360 แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ก าหนด คือ วันที่ 20 พฤษภาคม 
2551 แล้ว นายอ๊ีดก็มิได้ท าค าสนองกลับมาแต่อย่างใด ดังนี้ถือได้ว่าค าเสนอของนายอ่ิมเป็นอันสิ้นผล
ผูกพันนับแต่เวลาที่ นายอ๊ีดผู้รับค าเสนอมิได้ท าค าสนองรับมาภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ดังกล่าวข้าง ต้น ตา
มาตรา 357 สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างนายอ่ิมและนายอ๊ีดก็หาอาจเกิดเป็นสัญญาได้ไม่ ดังนั้น นายอ่ิม
15 
 
สามารถเปลี่ยนใจไม่ขายรถยนต์ของตนให้แก่นายอ๊ีดได้ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2551 
สรุป นายอิ่มสามารถเปลี่ยนใจไม่ขายรถยนต์ของตนให้กับนายอดและนายอ๊ีดได้ 
ข้อ 4 นายสมบัติซึ่งอยู่ที่จังหวัดลพบุรีส่งจดหมายเสนอขายรถยนต์คันหนึ่งของตนให้แก่นายสุเทพซึ่งอยู่ที่
กรุงเทพมหานคร ในราคา 400,000 บาท โดยระบุไปในจดหมายเสนอขายนั้นด้วยว่า “ถ้าท่านต้องการซื้อ
รถยนต์คันนี้ ขอให้ตอบไปยังข้าพเจ้าภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2548” นายสุเทพส่งจดหมายตอบ
ตกลงซื้อรถยนต์คันนั้นตามราคาที่นายสมบัติเสนอ แต่จดหมายของนายสุเทพไปถึงนายสมบัติเมื่อวันที่ 15 
พฤศจิกายน พ.ศ.2548 อย่างไรก็ตาม เป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์ซึ่งประทับบนซองจดหมายว่า
นายสุเทพส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 เช่นนี้ จดหมายตอบตกลงซื้อรถยนต์ที่
นายสุเทพส่งถึงนายสมบัติมีผลในกฎหมายประการใด 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
 มาตรา 358 ถ้าค าบอกกล่าวสนองมาถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าค าบอกกล่าวนั้นได้ส่ง
โดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในเวลาก าหนดนั้นไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
โดยพลันว่าค าสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว 
 ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่ามาในวรรคต้น ท่านให้ถือว่าค าบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา 
 
วินิจฉัย 
ค าสนองของนายสุเทพ ไปถึงนายสมบัติล่าช้ากว่าเวลาที่นายสมบัติก าหนดไว้ แต่เป็นที่เห็นได้
ชัดเจนจากตราไปรษณีย์ซึ่งประทับตราบนซองจดหมายว่านายสุเทพส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่ 2 
พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ซึ่งตามกปกติจดหมายฉบับนั้นควรจะไปถึงนายสมบัติก่อนวันที่ 10 พฤศจิกายน 
พ.ศ. 2548 อันเป็นเวลาที่นายสมบัติก าหนดไว้ ในกรณีเช่นนี้ ค าสนองของนายสุเทพจะเป็นค าสนอง
ล่วงเวลาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่านายสมบัติซึ่งเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดไว้หรือไม่ ซึ่งใน
เรื่องนี้กฎหมายก าหนดหน้าที่ของผู้เสนอไว้ว่า ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่ผู้สนองโยพลันว่าค า สนองนั้นมาถึง
เนิ่นช้า เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นไว้ก่อนแล้ว ดังนั้น 
 (1) ถ้านายสมบัติปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดไว้ดังกล่าว กฎหมายจึงจะถือว่าจดหมายค า
สนองของนายสุเทพเป็นค าสนองล่วงเวลา 
 (2) แต่ถ้านายสมบัติละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดไว้ดั งกล่าว กฎหมายให้ถือว่า
จดหมายค าสนองของนายสุเทพเป็นค าสนองที่มิได้ล่วงเวลา (ซึ่งมีผลให้สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างนาย
สมบัติกับนายสุเทพเกิดข้ึน) 
 
16 
 
ข้อ 1 นายกิ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ส่งจดหมายทางไปรษณีย์เสนอขายบ้านของตน 1 หลัง ราคา 2 ล้าน
บาท ไปยังนายก้านซึ่งอยู่ที่จังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 หลังจากส่งจดหมายไปแล้วนายกิ่ง
ได้ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายในวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 นายก้านได้รับจดหมายเสนอขายบ้านของ
นายกิ่งในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 พอวันที่ 5 พฤษภาคม 2549 นายก้านได้ตอบตกลงซื้ อบ้านไปยัง
นายกิ่ง วันที่ 6 พฤษภาคม 2549 นายก้านได้ทราบข่าวการตายของนายกิ่ง วันที่ 7 พฤษภาคม 2549 
ทายาทของนายกิ่งได้รับจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านของนายก้าน ดังนี้อยากทราบว่า 
(1) การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายกิ่งมีผลในกฎหมายประการใด เพราะเหตุใด 
(2) สัญญาซื้อขายบ้านระหว่างทายาทของนายกิ่งกับนายก้านเกิดข้ึนหรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
ธงค าตอบ 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
มาตรา 169 วรรคสอง การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการ
แสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย 
มาตรา 360 บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหากว่า...ก่อนจะ
สนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า ผู้เสนอตาย 
 
วินิจฉัย 
 (ก) นายกิ่งได้แสดงเจตนาโดยส่งจดหมายเสนอขายบ้าน 1 หลัง ราคา 2 ล้านบาทให้แก่นายก้าน 
เมื่อนายกิ่งได้ส่งจดหมายซึ่งเป็นการแสดงเจตนาไปแล้ว ถึงแม้หลังจากนั้นนายกิ่งได้ถึงแก่ความตาย การแสดง
เจตนาขายบ้านของนายกิ่งก็ยังมีผลสมบูรณ์ไม่เสื่อมเสียไป ตามมาตรา 169 วรรคสอง 
 (ข) นายก้านได้รับจดหมายเสนอขายบ้านของนายกิ่งในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จึงได้ตอบตกลง
ซื้อบ้านไปยังนายกิ่งในวันที่ 5 พฤษภาคม โดยไม่ทราบข่าวการตายของนายกิ่ง สัญญาซื้อขายบ้านระหว่าง
ทายาทของนายกิ่งกับนายก้านจึงเกิดขึ้น เพราะนายก้านมาทราบข่าวการตายของนายกิ่งในวันที่ 6 
พฤษภาคม 2549 หลังจากได้ตอบจดหมายตกลงซื้อไปแล้ว กรณีนี้จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 360 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
17 
 
ค าถาม-มสธ. 
ต้อยเข้าไปในร้านอาหารและร้องสั่งอาหารดังๆว่า ขอเส้นใหญ่ราดหน้าจานหนึ่ง เจ้าของร้านมิได้ตอบ
อะไร แต่ได้ลุกขึ้นไปเดินผัดราดหน้า ขณะเจ้าของร้านก าลังผัดราดหน้าอยู่ ต้อยเปลี่ยนใจจึงบอกว่าขอ
เปลี่ยนเป็นเส้นหมี่ เจ้าของร้านบอกว่า ท าแล้วเปลี่ยนไม่ได้ แล้วก็ยกราดหน้ามาให้ต้อยต้อยไม่ยอมรับจึงเกิดโต้เถียงกัน เจ้าของร้านเรียกให้ต้อยช าระราคา ต้อยไม่ช าระอ้างว่าสัญญาซื้อขายไม่เกิดเพราะเจ้าของร้านมิได้
ตอบตกลงเมื่อตนบอกว่า ขอส้นใหญ่ราดหน้าและแม้จะเกิดก็เป็นสัญญาให้ เพราะตนบอกว่ามิใช่ซื้อ จึงไม่ต้อง
จ่ายเงิน ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของต้อยหรือไม่เพราะเหตุใด จงให้เหตุผลประกอบ 
 
เฉลย 
ในเรื่องนี้มีหลักกฎหมายเกี่ยวข้องดังนี้ 
มาตรา 132 ในการความนั้นท่านให้ฟังถึงเจตนาจึงยิ่งยวดกว่าตัวกฎหมาย 
มาตรา 356 ค าเสนอท าแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า โดยมิได้บ่งระยะเวลาให้ท าค าสนองนั้น เสนอ ณ 
ที่ใด เวลาใด ก็ย่อมจะสนองได้แต่ ณ ที่นั้น เวลานั้น.............. 
มาตรา 361 วรรคสองถ้าตามเจตนาอันผู้เสนอได้แสดงหรือตามปกติประเพณีไม่จ าเป็นจะ 
มีค าบอกกล่าวสนองไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเกิดเป็นสัญญาขึ้นในเวลาเมื่อกาลอันใดอันหนึ่ง ขึ้นอันจะพึงสันนิ
ฐานได้ว่าเป็นการเจตนาสนองรับ 
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ต้อยเข้าไปในร้านอาหารร้องสั่งดังๆว่า ขอเส้นใหญ่ราดหน้าจานหนึ่ง นั้น
พฤติการณ์ที่แสดงออกมาเห็นได้ว่า ต้อยมีเจตนาซื้อราดหน้ามิใช่ขอ หากจะขอต้อยย่อมไม่ตะโกนสั่งดังๆเช่นนี้ 
ทั้งต้องไม่กล้าขอเปลี่ยนตามอ าเภอใจ ดังนั้นแม้ถ้อยค าจะว่า ขอ ก็ ต้องหมายความว่า ซื้อเพราะการตีความ
แสดงเจตนาต้องเพ็งเล็งถึงเจตนาที่แท้จริงยิ่ งกว่าถ้อยค าตามตัวอักษรตามมาตรา 132 
การที่ต้อยแสดงเจตนาซื้อราดหน้ากับเจ้าของร้าน เป็นการท าความเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า 
แม้เจ้าของร้านจะมิได้ตอบตกลง แต่ก็ได้ลุกเดินไปผัดราดหน้าซึ่งเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ ณ ที่นั้นเวลา
นั้นแล้ว เพราะการแสดงเจตนานั้นไม่จ าเป็นแสดงด้วยวาจาเสมอไป ด้วยกริยาท่าทางที่เข้าใจได้แล้ว ทั้งยังมี
กฎหมายมาตรา 361 วรรคสองที่ว่า ตามปกติประเพณีไม่จ าเป็นต้องมีค าบอกกล่าวสนองไซร้ ท่านว่าสัญญา
นั้นเกิดเป็นสัญญาขึ้นในเวลาเมื่อมีการอันใดอันหนึ ่งขึ้นอันจะพึงสันนิฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ 
ซึ่งก็สามารถน ามาใช้เทียบเคียงในกรณีนี้คือปกติประเพณีในการขาย อาหาร ผู้ขายก็ไม่จ าเป็ นต้องมีค าบอก
กล่าวสนองตอบ ดังนั้นเมื่อมีการลงมือผัดราดหน้า จึงถือว่าได้มีการอันใดอันหนึ่งอันพึงสันนิฐานได้ว่าเป็นการ
แสดงเจตนาสนองรับค าเสนอแล้ว สัญญาซื้อขายจึงเกิดข้ึน 
ดังนั้น ต้อยจึงมีหน้าที่ต้องช าระราคาข้ออ้างทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น 
 
 
 
18 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
ตอ้ยเขา้ไปในร้านอาหารและร้องสัง่อาหารดงัๆวา่ ขอเสน้ใหญ่ราดหนา้จานหน่ึง เจา้ของร้านมิไดต้อบอะไร แต่ไดลุ้กขึ้น
ไปเดินผดัราดหนา้ ขณะเจา้ของร้านก าลงัผดัราดหนา้อยู ่ตอ้ยเปล่ียนใจจึงบอกวา่ขอเปล่ียนเป็นเสน้หม่ีเจา้ของร้านบอกวา่ ท าแลว้
เปล่ียนไม่ได ้แลว้ก็ยกราดหนา้มาใหต้อ้ยตอ้ยไม่ยอมรับจึงเกิดโตเ้ถียงกนั เจา้ของร้านเรียกใหต้อ้ยช าระราคา ตอ้ยไม่ช าระอา้งวา่
สญัญาซ้ือขายไม่เกิดเพราะเจา้ของร้านมิไดต้อบตกลงเม่ือตนบอกวา่ ขอสน้ใหญ่ราดหนา้และแมจ้ะเกิดก็เป็นสญัญาให ้เพราะตน
บอกวา่มิใช่ซ้ือ จึงไม่ตอ้งจ่ายเงิน ท่านเห็นดว้ยกบัขอ้อา้งของตอ้ยหรือไม่เพราะเหตุใด จงใหเ้หตุผลประกอบ 
เฉลย 
ในเร่ืองน้ีมีหลกักฎหมายเก่ียวขอ้งดงัน้ี 
มาตรา 132 ในการความนั้นท่านใหฟั้งถึงเจตนาจึงยิง่ยวดกวา่ตวักฎหมาย 
มาตรา 356 ค าเสนอท าแก่บุคคลผูอ้ยูเ่ฉพาะหนา้ โดยมิไดบ้่งระยะเวลาใหท้ าค าสนองนั้น เสนอ ณ ที่ใด เวลาใด ก็ยอ่มจะสนอง
ไดแ้ต่ ณ ที่นั้น เวลานั้น.............. 
มาตรา 361 วรรคสองถา้ตามเจตนาอนัผูเ้สนอไดแ้สดงหรือตามปกติประเพณีไม่จ าเป็นจะ 
มีค าบอกกล่าวสนองไซร้ ท่านวา่สญัญานั้นเกิดเป็นสญัญาขึ้นในเวลาเม่ือกาลอนัใดอนัหน่ึง ขึ้นอนัจะพงึสนันิษฐานไดว้า่เป็นการ
เจตนาสนองรับ 
กรณตีามอุทาหรณ์ การที่ตอ้ยเขา้ไปในร้านอาหารร้องสัง่ดงัๆวา่ ขอเสน้ใหญ่ราดหนา้จานหน่ึง นั้นพฤติการณ์ที่แสดงออกมาเห็น
ไดว้า่ ตอ้ยมีเจตนาซ้ือราดหนา้มิใช่ขอ หากจะขอตอ้ยยอ่มไม่ตะโกนสัง่ดงัๆเช่นน้ี ทั้งตอ้งไม่กลา้ขอเปล่ียนตามอ าเภอใจ ดงันั้น
แมถ้อ้ยค าจะวา่ ขอ ก ็ตอ้งหมายความวา่ ซ้ือเพราะการตีความแสดงเจตนาตอ้งเพง็เล็งถึงเจตนาที่แทจ้ริงยิง่กวา่ถอ้ยค าตาม
ตวัอกัษรตามมาตรา 132 
การที่ตอ้ยแสดงเจตนาซ้ือราดหนา้กบัเจา้ของร้าน เป็นการท าความเสนอแก่บุคคลผูอ้ยูเ่ฉพาะหนา้ แมเ้จา้ของร้านจะมิไดต้อบตก
ลง แต่ก็ไดลุ้กเดินไปผดัราดหนา้ซ่ึงเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ ณ ที่นั้นเวลานั้นแลว้ เพราะการแสดงเจตนานั้นไม่จ าเป็นแสดง
ดว้ยวาจาเสมอไป ดว้ยกริยาท่าทางที่เขา้ใจไดแ้ลว้ ทั้งยงัมีกฎหมายมาตรา 361 วรรคสองที่วา่ ตามปกติประเพณีไม่จ าเป็นตอ้งมี
ค าบอกกล่าวสนองไซร้ ท่านวา่สญัญานั้นเกิดเป็นสญัญาขึ้นในเวลาเม่ือมีการอนัใดอนัหน่ึงขึ้นอนัจะพงึสนันิษฐานไดว้า่เป็นการ
แสดงเจตนาสนองรับ ซ่ึงก็สามารถน ามาใชเ้ทียบเคียงในกรณีน้ีคือปกติประเพณีในการขาย อาหาร ผูข้ายก็ไม่จ าเป็นตอ้งมีค าบอก
กล่าวสนองตอบ ดงันั้นเม่ือมีการลงมือผดัราดหนา้ จึงถือวา่ไดมี้การอนัใดอนัหน่ึงอนัพงึสนันิษฐานไดว้า่เป็นการแสดงเจตนา
สนองรับค าเสนอแลว้ สญัญาซ้ือขายจึงเกิดขึ้น 
ดังน้ัน ตอ้ยจึงมีหนา้ที่ตอ้งช าระราคาขอ้อา้งทั้งสองขอ้ฟังไม่ขึ้น 
2 
 
กฎหมายแพ่ง ๑ 
แสงอาย ุ18 ปี มีความสามารถในการเล่นดนตรี จึงไดต้ั้งวงดนตรีคณะ เขียวทอง โดยบิดาของแสงไดใ้หก้ารสนบัสนุน
ฝึกซอ้มให ้และบางคร้ังก็รับติดต่องานแทนแสงดว้ย 
วนัหน่ึง ปอเพือ่นสาวของแสงอาย ุ17 ปี เป็นคนวกิลจริต ไดม้าติดต่อขอใหแ้สงน าวงดนตรีไปเล่นในงานวนัเกิดตนโดยแสงไม่
ทราบวา่ปอวกิลจริต จึงตอบตกลงคร้ันใกลถึ้งวนังานบิดาของปอทราบเร่ืองการจา้งวงดนตรี จึงรีบโทรศพัทม์าหาบิดาของ
แสง และขอบอกเลิกการจา้งดงักล่าวแต่ปรากฏวา่บิดาแสงไม่อยู ่แสงเป็นคนรับสายเอง แต่ไม่บอกเร่ืองน้ีแก่บิดาของตน คร้ันถึง
วนังานแสดงก็น าวงดนตรีไปแสดงตามที่ตกลงไว ้และขอคิดค่าแสดงเพยีงคร่ึงเดียวจากที่ตกลงไวเ้พราะเห็นแก่เพือ่นดงัน้ีบิดา
ของปอจะปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าแสดงไดห้รือไม่ เพราะเหตุใด 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
มาตรา 21 บญัญติัวา่ อนัผูเ้ยาวจ์ะท านิติกรรมใดๆตอ้งไดรั้บความยนิยอมของผูแ้ทนโดยชอบธรรมก่อนบรรดาการใดๆอนัผูเ้ยาว์
ไดท้ าลงปราศจากการยนิยอมเช่นวา่นั้นท่านวา่เป็นโมฆียะ 
มาตรา 28 วรรคแรกบญัญติัวา่ ผูเ้ยาวไ์ดรั้บอนุญาตใหท้ ากิจการคา้ขายรายหน่ึงหรือหลายรายแลว้ ในความเก่ียวพนักบักิจการ
คา้ขายอนันั้น ท่านวา่ผูเ้ยาวย์อ่มมีฐานะเสมือนดัง่บุคคลซ่ึงบรรลุนิติภาวะแลว้ฉะนั้น 
มาตรา 137 บญัญติัวา่ “โมฆียะ” กรรมนั้น ท่านวา่บุคคลดงักล่าวต่อไปน้ีคือผูไ้ร้ความสามารถก็ดีหรือผูไ้ดท้ าการแสดงเจตนา
โดยวธีิวปิริต หรือผูแ้ทนโดยชอบธรรมหรือผูพ้ทิกัษห์รือทายาทของบุคคลเช่นวา่นั้นก็ดีจะบอกลา้งเสียก็ได ้
ปอ อาย ุ17 ปี ยงัเป็นผูเ้ยาวอ์ยูไ่ม่ไม่สามารถท านิติกรรมใด ๆ ได ้ตอ้งไดรั้บความยนิยอมจากบิดาซ่ึงเป็นผูแ้ทนโดยชอบธรรม
การที่ปอไปติดต่อจา้งแสงใหน้ าวงดนตรีไปแสดงในวนัเกิดของตนนั้นเป็นนิติกรรมซ่ึงท าโดยบิดามิไดย้นิยอม ดงันั้นนิติกรรมน้ี
จึงตกเป็นโมฆียะ บิดาของปอซ่ึงเป็นผูท้ี่สามารถบอกลา้งนิติกรรมการจา้งน้ีได ้(ม.21ม.137) 
ส่วนกรณีที่ปอเป็นคนวกิลจริตนั้นไม่มีประเด็นที่จะตอ้งกล่าวถึง แต่อยา่งใดเพราะปอเป็นผูเ้ยาวนิ์ติกรรมใดๆ ที่ท าลงโดยมิไดรั้บ
ความยนิยอมจากผูแ้ทนโดยชอบธรรมยอ่มตกเป็นโมฆียะ 
แสงนั้นแมว้า่จะอาย ุ18 ปี ยงัไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่การที่ตั้งวงดนตรีรับงานแสดงน้ีเป็นเร่ืองขอ้ยกเวน้ ซ่ึงผูเ้ยาวส์ามารถ
กระท าได ้คือท ากิจการคา้และในการน้ีเม่ือบิดาของแสงไดใ้หก้ารสนบัสนุนฝึก ซอ้มใหแ้ละติดต่อรับงานแทนดว้ย ก็เป็นการ
แสดงวา่บิดาไดอ้นุญาตใหแ้สงกระท ากิจการคา้ไดโ้ดยปริยายแลว้ เม่ือเป็นเช่นน้ีในความเก่ียวพนักบักิจการดนตรีของคณะเขียว
ทอง แสงมีฐานะเสมือนดงัผูบ้รรลุนิติภาวะ เม่ือบิดาของปอขอบอกลา้งนิติกรรมการจา้งกบัแสงนั้นถือวา่การบอก ลา้งสมบูรณ์
แลว้ นิติกรรมการจา้งเป็นโมฆียะมาแต่เร่ิมแรก แมบ้ิดาของแสงจะไม่ทราบก็ตาม ดงันั้น บิดาของปอปฏิบติัไม่ยอมจ่ายค่าแสดง
ได ้
3 
 
กฎหมายแพ่ง ๑ 
 กาบอาย ุ๗๕ ปี เป็น อมัพาตเดินไม่ไดต้อ้งรักษาตวัอยูโ่รงพยาบาลกอ้นอาย ุ๑๔ ปีเป็นหลานมาเยีย่มกาบจึงแอบยกเงิน
จ านวนหน่ึงใหก้อ้นโดยมิไดบ้อกใหแ้สงซ่ึงเป็นมาราดารู้ ต่อมาอีก ๑ ปี กอ้นถูกรถยนตช์นจนเป็นคนวกิลจริต และ อีก ๒ ปี
ต่อมาไดแ้อบใหแ้หวนของตนแก่สร้อยโดยสร้อยไม่รู้วา่กอ้นวกิลจริต อีก ๑ ปีต่อมากอ้นหวัใจวายแสงจึงรู้ถึงนิติกรรมต่าง ๆ ที่
กอ้นไดท้ าขึ้น จึงไดบ้อกลา้งนิติกรรมนั้น 
๑.๑ การยกใหส้องคร้ัง มีผลอยา่งไร หรือไม่เพราะเหตุใด 
๑.๒ มารดาสามารถบอกลา้งนิติกรรมทั้งสองหรือไม่เหตุใด 
ตอบ 
มาตรา ๑๙ บุคคลยอ่มพน้จากสภาวะผูเ้ยาวแ์ละบรรลุนิติภาวะเม่ืออาย ุ20 ปีบริบูรณ์ 
มาตรา ๒๒ ผูเ้ยาวอ์าจท าการใดๆ ไดท้ั้งสิน หากเป็นเพยีงเพือ่มีสิทธิอนัใดอนัหน่ึง หรือเป็นการเพือ่ใหห้ลุดพน้จากหนา้ที่อนัใด 
มาตรา ๒๑ ผูเ้ยาวจ์ะท านิติกรรมใดๆ ตอ้งไดรั้บความยนิยอมโดยชอบธรรมก่อน การใดๆ ที่ผูเ้ยาวไ์ดท้ าลงปราศจากความ
ยนิยอมถือวา่เป็นโมฆะ เวน้แต่จะบญัญติัไวอ้ยา่งอ่ืน มาตรา ๑๗๕ โมฆียกรรมนั้น บุคคลต่อไปน้ีจะบอกลา้งเสียก็ได ้
ผูแ้ทนโดยชอบธรรม ขณะที่กาบผูเ้ป็นยายยกเงินใหก้อ้นนั้น กอ้นยงัถือวา่เป็นหลกัแจง้ผูเ้ยาวจ์ะท านิติกรรมใด ๆตอ้งไดรั้บความ
ยนิยอมจากผูแ้ทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมตกเป็นโมฆียะ แต่กรณีน้ีถือเป็นยกเวน้ 
เน่ืองจากเป็นการที่ผูเ้ยาวไ์ดรั้บเงิน นิติกรรมรับการใหจ้ากเป็นตอ้งไดรั้บความยนิยอมจากผูแ้ทนโดยชอบธรรมก่อนการใหน้ี้จึง
สมบูรณ์เพราะเป็นการไดไ้ปซ่ึงสิทธิเพยีงอยา่งเดียวต่อมาอีก ๑ ปี ซ่ึงกอ้นมีอาย ุ๑๔ ปี กอ้นไดถู้กรถยนตช์นชนจนเป็นคน
วกิลจริต และอีก ๒ ปีต่อมา คือกอ้นอายไุด ้๑๗ ปี ไดใ้หแ้หวนนิติกรรมการใหย้อ่มตกเป็นโมฆียะโดยไม่ตอ้งคานึงวา่สร้อยจะรู้
วา่กอ้นเป็นคนวกิลจริต เพราะกอ้นก็เป็นผูเ้ยาว ์นิติกรรมใด ๆ ที่ผูเ้ยาวไ์ดรั้บความยนิยอมจากผูแ้ทนโดยชอบธรรมยอ่มตกเป็น
โมฆียะการใหส้ร้อยน้ียอ่มตกเป็นโมฆียะเพราะมารดามิไดใ้หค้วามอยา่งไร 
สิทธิบอกลา้งนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ คือผูแ้ทนโดยชอบธรรมซ่ึงเป็นของกอ้นนั้นเองแต่การบอกลา้งนิติกรรมยายไม่ไดเ้พราะการ
ใหผ้ลนั้นมีผลสมบูรณ์นั้นแลว้ 
 
 
 
4 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
 
ก ประกาศขายรถยนตข์องตนทางหนงัสือพมิพ ์ปรากฏวา่ นาย ข และ ค ไดส้นใจมาดูรถ ค ไดว้างเงินไว ้5,000
บาท โดยยงัไม่ไดท้ าสญัญากนัเป็นลายลกัษณ์อกัษร วนัรุ่งขึ้น ข ไดม้าหา ก และขอซ้ือรถคนัดงักล่าวในราคาที่แพงกวา่ ก ได้
ประกาศขายไว ้ก ก็ตกลงจะขายให ้ข โดยให้ ข มาท าสญัญาและโอนทางทะเบียนกนัในอีก 1อาทิตยข์า้งหนา้ โดยที่ ก คิดวา่จะ
ตกลงกบั ค อีกคร้ัง อีก 3 วนัต่อมา ค มาพบ ก เพือ่ขอเงินที่วางไวค้ืนเพราะตนตดัสินใจซ้ือรถของ จ ไปแลว้ และ ค ก็ทราบ
วา่ ข ไดต้กลงจะซ้ือรถยนตจ์าก ก แลว้ แต่ ก ปฏิเสธที่จะคืนเงินจ านวนดงักล่าว ค จะมีสิทธิเรียกเงินจ านวนดงักล่าวคืนได้
อยา่งไร หรือไม่ เพราะเหตุใด 
เฉลย 
ประเด็นเป็นเร่ืองสญัญาและมดัจ า 
หลักกฎหมาย 
มาตรา 377 บญัญติัวา่ เม่ือน าเขา้ท าสญัญา ถา้ไดส่ิ้งใดไวเ้ป็นมดัจ า ท่านใหถื้อวา่การที่ใหม้ดัจ านั้นยอ่มเป็นพยานหลกัฐาน
วา่ สญัญานั้นไดท้ ากนัขึ้นแลว้อน่ึง มดัจ าน้ียอ่มเป็นหลกัประกนัการที่จะปฏิบติัตามสญัญานั้นดว้ย มาตรา378 บญัญติัวา่ มดัจ า
นั้นถา้มิไดต้กลงกนัไวเ้ป็นอยา่งอ่ืน ท่านใหเ้ป็นไปดงักล่าวต่อไปน้ี 
(1)................................... 
(2) ใหรั้บถา้ฝ่ายที่วางมดัจ าละเลยไม่ช าระหน้ีหรือกราช าระหน้ีตกเป็นพน้วสิยัเพราะพฤติการณ์อนัใดอนัหน่ึงซ่ึงฝ่ายนั้นตอ้ง
รับผดิชอบ หรือถา้มีการบอกเลิกสญัญาเพราะความผดิฝ่ายนั้น 
มดัจ านั้นเป็นส่ิงของที่คู่สญัญาฝ่ายหน่ึงมอบใหแ้ก่คู่สญัญาอีก ฝ่ายหน่ึงในขณะท าสญัญา ซ่ึงการวางมดัจ าน้ีก็เท่ากบัวา่เป็น
พยานหลกัฐานวา่ไดเ้กิดมีสญัญาขึ้นในระหวา่งคู่กรณีแลว้และมดัจ าน้ียอ่มเป็นหลกัประกนัดว้ยวา่จะตอ้งปฏิบตัิตามสญัญาที่ตก
ลงกนัไวน้ั้น (ม. 377) 
ตามขอ้เทจ็จริงการที่ ก ประกาศ ขายรถยนตแ์ละ ค ไดม้าสนใจดูรถและไดว้างเงินไวใ้ห้ ก. 5,000 บาท ก็แสดงวา่ก และ ค ได้
ตกลงท าสญัญาซ้ือขายรถยนตแ์ลว้แมว้า่จะมิไดท้ าสญัญากนัเป็นลายลกัษณ์อกัษรก็ตาม เพราะเงิน5,000 บาท น้ีถือวา่เป็นเงินมดั
จ าซ่ึงเป็นหลกัฐานวา่ทั้ง 2 จะไดป้ฏิบติัก็ตามสญัญาซ้ือขายคือฝ่าย ก จะเป็นฝ่ายส่งมอบรถ และ ค ตอ้งช าระราคาใหค้รบถว้น 
การที่ ค มาพบ ก โดยขอเงินมดัจ าคืน โดยอา้งวา่การไดซ้ื้อรถยนตข์อง จ ไปแลว้นั้น แสดงวา่ ค นั้นเป็นผูผ้ดิสญัญาเพราะมิได้
ช าระราคาตามสญัญาซ้ือขายซ่ึง ก เองซ่ึงเป็นฝ่ายผูรั้บมอบมดัจ านั้นมิไดผ้ดิสญัญา ดงัน้ี ก จึงมีสิทธิที่จะรับมดัจ านั้นเสียได้
เพราะ ค ละเลยไม่ช าระหน้ีของตน ( ม.378) แม ้ค จะทราบวา่ ข ไดม้าตกลงจะซ้ือรถยนตจ์าก ก แลว้ก็ตามดงันั้น ค จึงไม่มี
สิทธิเรียกเงินมดัจ าคืน ก สามารถรับมดัจ านั้นเสียไดเ้พราะ ค ฝ่ายผูว้า่งมดัจ าเป็นผูว้างมดัจ าผูผ้ดิสญัญาเสียเอง 
5 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
เอกอาย ุ17 ปี ท าพนิยักรรมยกแหวนของตนเองใหโ้ทพสีาวอายุ 17 ปี ต่อมาอีก 4 ปี เอกถูกรถชนสมองฟันเฟืองเป็นคน
วกิลจริต เอกไดข้ายนาฬิกาของตนใหก้บัหน่ึงโดยหน่ึงไม่ทราบวา่เอกจริตวกิล ต่อมาอีก 1 ปี ศาลสัง่ใหเ้อกเป็นคนไร้
ความสามารถ หน่ึงทราบวา่เอกถูกศาลสัง่ดงักล่าว แต่เม่ือผูอ้นุบาลของเอกมาบอกลา้งสญัญาซ้ือขายนาฬิกา ซ่ึงหน่ึงไดท้ าไวก้บั
เอกหน่ึงก็ไม่ยอมคืนนาฬิกาใหเ้พราะซ้ือไว ้ในราคาถูกมากดงัน้ี 
1. พนิยักรรมที่เอกท ามีผลอยา่งไรหรือไม่เพราะเหตุใด 
2. ผูอ้นุบาลจะบอกลา้งสญัญาซ้ือขายนาฬิกาไดห้รือไม่ เพราะเหตุใด 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
ปพพ. มาตรา 25 บญัญติัวา่ “ผูเ้ยาวอ์าจท าพนิยักรรมไดเ้ม่ืออายสิุบหา้ปีบริบูรณ์” 
ปพพ.มาตรา 32 บญัญติัวา่ “การใด ๆ อนับุคคลวกิลจริตไดท้ าลง แต่หากบุคคลนั้นศาล 
ยงัมิไดส้ัง่ใหเ้ป็นคนไร้ความสามารถไซร้ ท่านวา่การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเม่ือพสูิจน์ไดว้า่ไดท้ าลงในเวลา ซ่ึงบุคคลนั้นจริตวกิล
อยู ่และคู่กรณีอีกฝ่ายหน่ึงไดรู้้แลว้ดว้ยวา่ผูท้ าเป็นคนวกิลจริต” 
เร่ืองพนิยักรรมนั้นผูเ้ยาวส์ามารถท าพนิยักรรมไดเ้ม่ืออาย ุ15 ปีบริบูรณ์ เม่ือเอกมีอาย ุ17 
ปีบริบูรณ์แลว้ท าพนิยักรรม ผลก็คือพนิยักรรมมีผลสมบูรณ์ 
จากขอ้เทจ็จริงเห็นไดว้า่ เอกไดข้ายนาฬิกาใหห้น่ึงในขณะวกิลจริตก่อนที่ศาลจะสัง่ใหเ้อก 
เป็นคนไร้ความสามารถ และในขณะซ้ือขายนาฬิกานั้นหน่ึงก็ไม่ทราบวา่เอกวกิลจริต ดงันั้นผลก็คือนิติกรรมการซ้ือขายระหวา่ง
หน่ึงกบัเอกนั้นสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆียะ เพราะหน่ึงไม่รู้วา่เอกวกิลจริตแต่อยา่งใด แมต่้อมาศาลจะสัง่ใหเ้อกเป็นคนไร้
ความสามารถ และหน่ึงก็ทราบถึงค าสัง่น้ีก็ตาม การซ้ือขายก็สมบูรณ์ไปแลว้ ผูอ้นุบาลของเอกจะบอกลา้งสญัญาซ้ือขายดงักล่าว
ไม่ได ้
สรุป 
1. เอกสามารถท าพนิยักรรมไดมี้ผลสมบูรณ์เพราะอายเุกิน 15 ปีบริบูรณ์แลว้ 
2. ผูอ้นุบาลบอกลา้งสญัญาซ้ือขายนาฬิกาไม่ได ้เพราะการซ้ือขายสมบูรณ์แลว้ 
6 
 
กฎหมายแพ่ง 
บริษทัจอเปิดร้านขายเคร่ืองใชไ้ฟฟ้าหลายชนิดทั้งไดโ้ฆษณาดว้ยวา่สินคา้ทุกชนิดมีอะไหล่พร้อมและเป็นของนอกลอง
ไดซ้ื้อเคร่ืองซกั ผา้มาจากบริษทัจอ เพราะไดท้ดสอบการใชง้านแลว้เห็นวา่ดีตามที่เพือ่นเคยบอกตนมาเม่ือซ้ือไปแลว้ต่อมาเคร่ือง
ซกัผา้เสีย บริษทับอกวา่ซ่อมไดแ้ต่อะไหล่นอกไม่มีขาดตลาดมานานแลว้ลองมาปรึกษาท่าน ตอ้งการคืนเคร่ืองซกัผา้โดยอา้งวา่
ถูกบริษทัหลอกและ ใหบ้ริษทัคืนเงินมาใหบ้างส่วนก็ได ้ท่านจะใหค้ าปรึกษาแก่ลองอยา่งไร 
 
หลักกฎหมาย 
ม.159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉอ้ฉลเป็นโมฆียะ 
การถูกกลฉอ้ฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคที่หน่ึง จะตอ้งถึงขนาดซ่ึงถา้มิไดมี้กลฉอ้ฉลดงักล่าวการอนัเป็นโมฆียะนั้นคงมิได้
กระท าขึ้น 
การถูกกลฉอ้ฉลนั้นตอ้งเป็นการหลอกลวงจนถึงขนาดคือตอ้งหลอกใหห้ล งดช่ือจนเขา้ท านิติกรรมนั้น หากไม่มีการหลอกลวง
เช่นนั้นแลว้นิติกรรมนั้นก็จะมิไดเ้กิดขึ้นเลย 
การที่ลองไดซ้ื้อเคร่ืองซกัผา้จากบริษทัจอ โดยทดสอบการใชง้านแลว้เห็นวา่ดี จึงไดต้ดัสินใจซ้ือเคร่ืองซกัผา้ดงักล่าว จะเห็นได้
วา่การที่ลองไดต้กลงใจซ้ือเคร่ืองซกัผา้นั้นไม่ไดเ้กิดจากการถูกกลฉอ้ฉลแต่อยา่งใด ดงันั้น การซ้ือขายน้ีมีผลสมบูรณ์ เม่ือการซ้ือ
ขายสมบูรณ์แลว้จะอา้งวา่ถูกบริษทัหลอกแลว้ขอเงินคืนมิได ้
 
วิเคราะห์ 
จากขอ้เทจ็จริง นั้นเป็นเร่ืองนิติกรรมซ่ึงสมบูรณ์ ชอบดว้ยกฎหมายมีประเด็นพจิารณาเพยีงวา่ เป็นกลฉอ้ฉลถึงขนาดหรือไม่ แต่
ตามขอ้เทจ็จริงปรากฏแลว้วา่ลองซ้ือเคร่ืองซกัผา้จากบริษทัจอ เพราะไดท้ดสอบการใชง้านเคร่ืองซกัผา้แลว้นั้นเห็นวา่ดี จึงซ้ือ
มิใช่ซ้ือเพราะค าโฆษณาของบริษทัเร่ืองอะไหล่นอกแต่อยา่ง ไรจึงไม่เป็นกลฉอ้ฉลถึงขนาดนิติกรรมไม่เป็นโมฆียะ 
นกัศึกษาส่วนมากตอบวา่เป็นกลฉอ้ฉลนิติกรรมเป็นโมฆียะเพราะยงัไม ่่เขา้ใจกลฉอ้ฉลถึงขนาดและนกัศึกษาบางกลุ่มก็ตอบวา่
เป็นกลฉอ้ฉลเพือ่เหตุซ่ึงก็ไม่ถูกตอ้งเช่นกนั 
 
 
 
 
7 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
เจอาย ุ14 ปีไดย้กแหวนเพชรวงหน่ึงของตนใหห้มิว อาย ุ14 ปี แฟนสาว และต่อมาอีก 3 เดือน เจก็ตกลงใจท า
พนิยักรรมยกรถยนตป์อร์เช่ของตนใหห้มิวอีก แลว้เจท าพนิยักรรมฉบบันั้นมาใหน้ายโจบิดาของตนดู แต่นายโจก็ไม่ไดว้า่
อะไร อีก 6 เดือน ต่อมา เจถูกรถยนตช์นเสียชีวติหมิวจึงมาเรียกร้องรถยนตป์อร์เช่จากนายโจตามพนิยักรรม นายโจอา้งวา่ตน
มิไดใ้หค้วามยนิยอมการท าพนิยักรรมและการใหแ้หวน ดงันั้นเมือตนบอกลา้งนิติกรรมทั้งสองจึงตกเป็นโมฆะ หมิวจึงตอ้งคืน
แหวนเพชรใหก้บัตน ส่วนหมิวก็ต่อสูว้า่นิติกรรมทั้งสองสมบูรณ์ เน่ืองจากเป็นนิติกรรมที่เป็นคุณประโยชน์แก่ตน ดงันั้นตนไม่
ตอ้งคืนแหวน และนายโจตอ้งส่งมอบรถยนตใ์หต้นท่านเห็นดว้ยกบัขอ้โตแ้ยง้ของนาย โจหรือหมิว หรือไม่เห็นดว้ยกบัทั้งสอง
คน เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมาย 
ม.21 อนัผูเ้ยาวจ์ะท านิติกรรมใดๆตอ้งไดรั้บความยนิยอมของผูแ้ทนโดยชอบธรรมก่อน บรรดาการใดๆอนัผูเ้ยาวไ์ดท้ าลง
ปราศจากความยนิยอมเช่นวา่นั้น ท่านวา่เป็นโมฆียะ เวน้แต่ที่จะบญัญติัไวเ้ป็นอยา่งอ่ืน 
ม.25 ผูเ้ยาวอ์าจท าพนิยักรรมไดเ้ม่ือมีอายคุรบสิบหา้ปีบริบูรณ์ 
ม.175 โมฆียกรรมนั้นบุคคลต่อไปน้ีจะบอกลา้งเสียก็ได ้
(1) ผูแ้ทนโดยชอบธรรมหรือผูเ้ยาวซ่ึ์งบรรลุนิติภาวะแลว้แต่ผูเ้ยาว์ จะบอกลา้งก่อนที่ตนบรรลุนิติภาวะก็ถา้ไดรั้บความยนิยอม
ของผูแ้ทนโดยชอบธรรม 
ม.1703 พนิยักรรมซ่ึงบุคคลที่มีอายยุงัไม่ครบสิบหา้ปีบริบูรณ์ท าขึ้นนั้นเป็นโมฆะ 
วินิจฉัย 
ตามอุทาหรณ์ เจอาย ุ14 ปี ยงัไม่บรรลุนิติภาวะไดท้ านิติกรรมใหแ้หวนแก่หมิว และนิติกรรมใหน้ี้ยงัไม่ไดรั้บความยนิยอมจาก
ผูแ้ทนโดยชอบธรรมคือนายโจง ดงันั้น นิติกรรมใหจึ้งตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 21 ต่อมาอีก 3 เดือน เจมีอายุ
ได ้14 ปี 3 เดือน ไดท้ าพนิยักรรมยกรถยนตป์อร์เช่ใหก้บัหมิวอีก ตามมาตรา 25 บุคคลจะท าพนิยักรรมไดเ้มือมีอายคุรบสิบหา้ปี
บริบูรณ์ หากบุคคลที่มีอายไุม่ครบสิบหา้ปีบริบูรณ์ท าพนิยักรรมพนิยักรรมนั้นยอ่มตกเป็นโมฆะตาม
มาตรา 1703 ดงันั้น พนิยักรรมที่เจไดท้ าขึ้นยอ่มตกเป็นโมฆะ พนิยักรรมน้ีบงัคบัไม่ได ้และผูแ้ทนโดยชอบธรรมจะใหส้ตัยาบนั
ก็ไม่ไดเ้ช่นกนั ต่อมาอีก 6 เดือน เจเสียชีวติ หมิวจึงมาเรียกร้องรถยนตต์ามพนิยักรรมยอ่มไม่ได ้เน่ืองจากพนิยักรรมตกเป็น
โมฆะตั้งแต่ตน้และเม่ือนายโจซ่ึงเป็นผูแ้ทนโดยชอบธรรมใชสิ้ทธิบอกลา้งนิติกรรมซ่ึงเป็นโมฆียะ นิติกรรมใหย้อ่มตกเป็น
โมฆะ คู่กรณีจึงตอ้งกลบัสู่ฐานะเดิม หมิวจึงตอ้งคืนแหวนใหก้บันายโจ 
ขา้พเจา้ไม่เห็นดว้ยกบัทั้งหมิวและโจ 
8 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
แดง เป็นคนสติฟ่ันเฟือนจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งดังกล่าว 
 เมื่อนางสาวอังคารยังคงเป็นผู้เยาว์ ผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาลในกรณีนี้คือ บิดามารดาของนางสาว
อังคาร ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์จึงมีสิทธิกระท าได้ 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น 
 หากนายจันทร์มาปรึกษา ข้าพเจ้าจะให้ค าปรึกษาแก่นายจันทร์ว่า นายจันทร์ไม่สามารถร้องขอให้
ศาลสั่งนางสาวอังคารซึ่งเป็นคนวิกลจริตเป็นคน ไร้ความสามารถได้ เพราะนายจันทร์ไม่ใช่สามีที่ชอบด้วย
กฎหมาย นางสาวอังคารยังคงเป็นผู้เยาว์ บิดามารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจึงเป็นผู้มีสิทธิร้องขอ 
 
 
 
 
 
 
4 
 
มสธ. ปีท่ี 6 ฉบับพิเศษ พิมพ์ครั้งท่ี 9 
ข้อ 2 เอกอายุ 17 ปี ท าพินัยกรรมยกแหวนของตนให้โท เพ่ือนสาวอายุ 17 ปี ต่อมาอีก 4 ปี เอกถูกรถชน
สมองฟ่ันเฟือนเป็นคนวิกลจริต เอกได้ขายนาฬิกาของตนให้กับหนึ่ง โดยหนึ่งไม่ทราบว่าเอกวิกลจริต ต่อมาอีก 
1 ปี ศาลสั่งให้เอกเป็นคนไร้ความสามารถ หนึ่งทราบว่าเอกถูกศาลสั่งดังกล่าว ต่อมาผู้อนุบาลของเอกมาบอกล้าง
สัญญาซื้อขายนาฬิกาซึ่งหนึ่งได้ท าไว้กับเอก หนึ่งไม่ยอมคืนนาฬิกาให้ เพราะซ้ือไว้ในราคาถูกมาก ดังนี้ 
1. พินัยกรรมที่เอกท ามีผลอย่างไรหรือไม่ เพราะเหตุใด 
2. ผู้อนุบาลจะบอกล้างสัญญาซื้อขายนาฬิกาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกีย่วข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 25 ผู้เยาว์อาจท าพินัยกรรมได้เม่ืออายุสิบห้าปีบริบูรณ์ 
2. มาตรา 30 การใดๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระท าลง 
การนั้นจะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อได้กระท าในขณะที่บุคคลนั้นวิกลจริตอยู่ และคู่กรณีอีกฝุายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่า
ผู้กระท าเป็นคนวิกลจริต 
วินิจฉัย 
 กรณีการท าพินัยกรรมของเอก 
 เรื่องพินัยกรรมนั้นผู้เยาว์สามารถท าพินัยกรรมได้เมื่ออายุ 15 ปีบริบูรณ์ เมื่อเอกมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์
แล้วท าพินัยกรรม พินัยกรรมนั้นจึงมีผลสมบูรณ์ 
 กรณีการบอกล้างสัญญาซื้อขายนาฬิกาของผู้อนุบาล 
 จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า เอกได้ขายนาฬิกาให้หนึ่งในขณะวิกลจริตก่อนที่ศาลจะสั่งให้เอกเป็นคน 
ไร้ความสามารถ และในขณะซ้ือขายนาฬิกานั้นหนึ่งก็ไม่ทราบว่าเอกวิกลจริต จึงเป็นกรณีผลนิติกรรมการ 
ซื้อขายระหว่างหนึ่งกับเอกนั้นสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆียะ เพราะหนึ่งไม่รู้ว่าเอกวิกลจริตแต่อย่างใด แม้ต่อมาศาล
จะสั่งให้เอกเป็นคนไร้ความสามารถและหนึ่งก็ทราบถึงค าสั่งนี้ก็ตาม การซื้อขายก็สมบูรณ์ไปแล้ว ผู้อนุบาล
ของเอกจะบอกล้างสัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่ได้ 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า 
1. เอกสามารถท าพินัยกรรมได้มีผลสมบูรณเพราะอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์แล้ว 
2. ผู้อนุบาลบอกล้างสัญญาซื้อขายนาฬิกาไม่ได้ เพราะการซื้อขายสมบูรณ์แล้ว 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
5 
 
วิเคราะห์กฎหมายแพ่ง 1 (มสธ. ปีท่ี 6 ฉบับพิเศษ พิมพ์ครั้งท่ี 9) 
ข้อ 1 ยายท าหนังสือจดทะเบียนยกท่ีดินแปลงหนึ่งให้หลาน คือ ม่วง ขณะนั้นม่วงอายุ 19 ปีบริบูรณ์ ต่อมา
อีก 5 เดือน ม่วงได้ตกลงกับขาวซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียง ยอมเปิดทางในที่ดินส่วนที่ตนได้รับมาเพ่ือจะ
เป็นทางที่ขาวจะใช้เป็นเส้นทางออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยไม่ต้องอ้อมไปทางอ่ืนเพ่ือแลกเปลี่ยนกับการที่ขา
วจะโอนหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งให้ 
 หลังจากท าสัญญาแลกเปลี่ยนดังกล่าวได้ 5 เดือน ขาวก็มาพบม่วงอีก ขอให้ท าหนังสือฉบับหนึ่งเป็นการ
ให้สัตยาบันแก่สัญญาแลกเปลี่ยนนั้น ซึ่งม่วงก็ได้ท าให้ อีก 4 เดือนต่อมาพ่อของม่วงจึงได้รู้ถึงนิติกรรมทั้งสอง 
พ่อของม่วงไม่พอใจจึงบอกล้างนิติกรรมทั้งสอ��นั้น ม่วงอ้างว่าตนได้บรรลุนิติภาวะแล้ว พ่อบอกล้างไม่ได้ และ
ตนก็ได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาแลกเปลี่ยนแล้ว ดังนี้ พ่อของม่วงจะบอกล้างสัญญาให้และสัญญาแลกเปลี่ยนได้
หรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 21 ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดย ชอบธรรมก่อน 
การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้ท าลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ 
2. มาตรา 22 ผู้เยาว์อาจท าการใดๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพ่ือจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือ
เป็นการเพ่ือให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง 
3. มาตรา 175 โมฆียะกรรมนั้น ผู้แทนโดยชอบธรรมจะบอกล้างเสียก็ได้ 
4. มาตรา 179 การให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้น จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้กระท าภายหลังเวลาที่
มูลเหตุให้เป็นโมฆียะกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว 
วินิจฉัย 
 ตามปัญหา ม่วงอายุ 19 ปีบริบูรณ์ ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้เยาว์ก็สามารถท านิติกรรม
บางอย่างได้โดยล าพังตามที่กฎหมายให้อ านาจไว้ ในกรณีนี้คือ การท านิติกรรมสัญญาให้ ซึ่งเป็นการให้โดย
เสน่หาโดยม่วงได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของยายโดยไม่มีค่าภาระติดพันใดๆ ดังนั้นม่วงสามารถท าได้โดย 
ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม คือพ่อของม่วง เพราะเป็นกรณีซึ่งผู้เยาว์อาจท านิติกรรม
เพ่ือจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่งนั่นเอง ดังนั้น นิติกรรมให้ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างยายและม่วงจึงสมบูรณ์ 
 ส่วนสัญญาแลกเปลี่ยนซึ่งม่วงท าข้ึนกับขาวซึ่งเป็นเข้าของที่ดินใกล้เคียงนั้น ม่วงท าขึ้นในขณะที่ม่วงมี
อายุได้ 19 ปี 5 เดือนนั้นม่วงยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ไม่เข้าข้อยกเว้นซึ่งกฎหมายให้กระท าได้ ดังนั้นนิติกรรม
แลกเปลี่ยนนี้ท าขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของพ่อม่วง จึงเป็นโมฆียะ 
 หลังจากท าสัญญาแล้ว 5 เดือน ม่วงมีอายุได้ 19 ปี 10 เดือน ม่วงก็ยังคงเป็นผู้เยาว์อยู่ การที่ม่วงท า
หนังสือเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาแลกเปลี่ยนนั้น ม่วงไม่สามารถกระท าได้ เพราะการให้สัตยาบันที่จะมีผล
ท าให้นิติกรรมสมบูรณ์นั้นต้องท าเม่ือภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียะนั้นได้หมดสิ้นไปแล้ว หมายความว่า 
หากม่วงผู้เยาว์จะท าการให้สัตยาบันการแลกเปลี่ยนให้มีผลสมบูรณ์ได้ ต้องท าเมื่อตนบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่
ในขณะที่ท าหนังสือให้สัตยาบันม่วงยังเป็นผู้เยาว์ ดังนั้น นิติกรรมแลกเปลี่ยนยังมีผลเป็นโมฆียะอยู่ 
 พ่อของม่วงเป็นผู้ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกล้างนิติกรรมซึ่งผู้เยาว์ได้ท าไปโดยปราศจากความ
ยินยอมของตน เพราะขณะบอกล้างนั้นม่วงบรรลุนิติภาวะแล้ว พ่อของม่วงจึงไม่อยู่ในฐานะของผู้แทนโดย
ชอบธรรม 
 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า พ่อของม่วงบอกล้างสัญญาให้ไม่ได้ เพราะ
สัญญาให้สมบูรณ์ ม่วงสามารถท าได้โดยล าพัง เพราะเป็นกรณีซึ่งท าให้ผู้เยาว์ได้มาซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง และ
พ่อของม่วงบอกล้างสัญญาแลกเปลี่ยนไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในฐานะของผู้แทนโดยชอบธรรมแล้ว 
6 
 
ตัวอย่างค าถามอัตนัย มสธ. 
 ทองเป็นสามีพลอยได้ เปิดร้ านค้าเครื่องเพชร วันหนึ่ งทองถูกรถยนต์ชนสมองได้รับความ
กระทบกระเทือนอย่างมาก ผ่าตัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น มีสติฟั่นเฟือน เมื่อกลับมาอยู่ที่ร้าน ทองได้โทรศัพท์
สั่งซื้อเครื่องเพชรจากห้างหุ้นส่วนจ ากัดอัญมณี มาเป็นจ านวนเงิน 1 ล้านบาท ทางห้างฯ ดังกล่าวได้ส่งเครื่อง
เพชรจ านวนดังกล่าวมาให้ทองตามสั่ง ต่อมาอีก 2 เดือน พลอยได้ยื่นค าร้องขอให้ศาลมีค าสั่งว่าทองเป็นคนไร้
ความสามารถ และศาลได้สั่งให้ทองเป็นคนไร้ความสามารถ ต่อมาทองได้สั่งซื้อบุษราคัมจากห้างฯ ดังกล่าวอีก 
เป็นจ านวนเงินอีก 1 ล้านบาท ทางห้างฯ ก็ได้ส่งของให้ตามสั่ง เพราะทองเป็นลูกค้าประจ า โดยทางห้างฯ 
มิได้รู้ถึงอาการฟ่ันเฟือนหรือความเป็นคนไร้ความสามารถของทองแต่อย่างใด 
 ห้างฯ ได้มีหนังสือไปถึงทอง ทวงถามเงินค่าเครื่องเพชรและบุษราคัม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2 ล้านบาท 
พลอยเมื่อทราบถึงหนังสือทวงเงิน จะอ้างว่าสัญญาซื้อขายทั้ง 2 ครั้ งไม่สมบูรณ์ เพราะตนไม่รู้ถึงการซื้อขาย
นั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 29 การใด ๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระท าลงการนั้นเป็นโมฆียะ 
2. มาตรา 30 การใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระท าลง 
การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้กระท าในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝุายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่า
ผู้กระท าเป็นคนวิกลจริต 
 
กรณีตามปัญหาแยกประเด็นวินิจฉัย ดังนี้ 
ประเด็นที่ 1 การซื้อขายครั้งแรกมีผลอย่างไร นางพลอยอ้างได้หรือไม่ 
 ประเด็นที่สอง การซื้อขายครั้งที่สองมีผลอย่างไร นางพลอยอ้างได้หรือไม่ 
 
 ประเด็นที่ 1 
บุคคลวิกลจริต ตามมาตรา 30 หมายถึง บุคคลมีจิตไม่ปกติอย่างที่เรียกกันว่า คนบ้า คือ มีอาการ
คุมสติตนเองไม่ได้ และไม่มีความรู้สึกผิดชอบเยี่ยงคนธรรมดาแล้วยังหมายความรวมถึงบุคคลที่มีกริยาอาการ
ปิดปกติธรรมดา เพราะสติวิปลาส เนื่องจากการเจ็บปุวยถึงขนาดที่ไม่มีความรู้สึกผิดชอบและไม่สามารถ
ประกอบกิจการงานใดๆ ได้ด้วย 
จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า นายทองนั้นเป็นบุคคลวิกลจริตและในช่วงแรกซึ่งออกจากโรงพยาบาลแล้ว
ได้ท านิติกรรมซื้อขายเครื่องเพชรก่อนที่ศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ทั้งคู่กรณีอีกฝุายหนึ่งก็ไม่ได้รู้ว่า
นายทองนั้นเป็นคนวิกลจริตแต่อย่างใด ดังนั้น การซื้อขายในครั้งแรกจึงมีผลสมบูรณ์ นางพลอยจะอ้างว่านาย
ทองเป็นคนวิกลจริตการซื้อขายครั้งแรกไม่สมบูรณ์ไมได้ นางพลอยต้องช าระราคาค่าเครื่องเพชรซึ่งนายทองได้
สั่งซื้อไป 
ประเด็นที่ 2 
เมื่อศาลได้สั่งให้นายทองเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว ผลก็คือ นิติกรรมที่นายทองท าตกเป็นโมฆียะ
ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าคู่กรณีจะไม่รู้ว่านายทองเป็นคนไร้ความสามารถก็ตาม (มาตรา 29) กรณีนี้ นางพลอยสามารถ
บอกล้างสัญญาซื้อขายบุษราคัมระหว่างนายทองและคู่กรณีได ้
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า 
1. การซื้อขายครั้งแรกสมบูรณ์อาย ุ17 ปี ไดย้กแหวนของตนใหเ้หลือง โดยเหลืองไม่ทราบวา่แดงเป็นคนสติฟ่ันเฟือน จึงซ้ือ
ไวใ้นราคา 10,000 บาท ต่อมาอีก 1 ปี แดงไดห้ายเป็นปกติและไดห้ลงรัก นางสาวฟ้า ถึงขนาดท าพนิยักรรมยกทรัพยสิ์นทั้งหมด
ของตนใหน้างสาวฟ้า ต่อมาเพิง่จะทราบในภายหลงัถึงการซ้ือขายแหวนและพนิยักรรมซ่ึงแดงท าไปโดยไม่ไดรั้บความยนิยอม
จากตน ดงัน้ี 
1. นิติกรรมซ้ือขายแหวนมีผลอยา่งไรหรือไม่ 
2. พนิยักรรมมีผลอยา่ไรหรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
ปพพ. มาตรา21 บญัญติัวา่ อนัผูเ้ยาวจ์ะท าพนิยักรรมใดตอ้งไดรับความยนิยอมของผูแ้ทนโดยชอบ ธรรมก่อนบรรดาการใดๆ อนั
ผูเ้ยาวไ์ดท้ าโดยปราศจากความยนิยอมเช่นวา่นั้นท่านวา่เป็นโมฆียะ 
แดงอาย ุ17 ปี ยงัเป็นผูเ้ยาวอ์ยูจึ่งตอ้งอยูใ่นความดูแลของบิดาซ่ึงเป็นผูแ้ทนโดยชอบธรรม การที่แดงไดข้ายแหวนของตนให้
เหลืองนั้นเป็นกระท านิติกรรมซ่ึงตอ้งไดรั้บความยนิยอมจากบิดาผูแ้ทนโดยชอบธรรม แต่แดงไดท้ านิติกรรมดงักล่าวโดย
ปราศจากความยนิยอมจากบิดา ดงันั้นการขายแหวนจึงตกเป็นโมฆียะ 
ผลของนิติกรรมที่เป็นโมฆียะก็คือนิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ผกูพนั กนัมาตามกฎหมายมาแต่เร่ิมแรกและยงัคงสมบูรณ์อยูต่่อไป
จนกวา่จะถูกบอกลา้งใหส้ิ้นผลหรือสมบูรณ์ตลอดไปเม่ือใหส้ตัยาบนั กล่าวคือถา้ไม่มีการบอกลา้งโดยผูมี้สิทธิบอกลา้งภายใน
ระยะเวลาที่กฎหมายก าหนดหรือมีการใหส้ตัยาบนัโดยที่มีสิทธิใหส้ตัยาบนัแลว้สิทธิบอกลา้งยอ่มระงบัไปจะบอกลา้งอีกไม่ได้
นิติกรรมนั้นจะสมบูรณ์ตลอดไป แต่ถา้มีการบอกลา้งนิติกรรมที่สมบูรณ์นั้นจะตกเป็นโมฆะทนัทีเม่ือถูกบอกลา้ง คู่กรณีตอ้ง
กลบัสู่สถานเดิมเหมือนเช่นก่อนท านิติกรรมเสมือนวา่ไม่เคยนิติกรรมการซ้ือขายนั้นเกิดขึ้นเลย 
ปพพ.มาตรา25 ผูเ้ยาวอ์าจท าพนิยักรรมไดเ้ม่ือมีอายสิุบหา้ปีบริบูรณ์ 
แดงอาย ุ17 ปีแลว้และหายจากเป็นสติฟ่ันเฟือนจึงสามารถท าพนิยักรรมไดโ้ดยดว้ย ตวัเองไม่จ าตอ้งไดรั้บความยนิยอมจาก
ผูแ้ทนโดยชอบธรรมคือบิดา ดงันั้นพนิยักรรมจึงมีผลสมบูรณ์ 
ดงัน้ีนิติกรรมซ้ือขายแหวนมีผลเป็นโมฆียะเพราะแดงท าใบขณะเป็นผูเ้ยาวแ์ละมิไดรั้บความยนิยอมจากผูแ้ทนโดยชอบธรรม 
3. พนิยักรรมมีผลสมบูรณ์เพราะแดงอาย ุ
 
9 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
สองไปซ้ือผา้ที่ร้านขายผา้แห่งหน่ึง ขายโฆษณาอวดวา่ผา้ของตนรับรองไม่ยบัไม่ยน่แลว้ขย าผา้ใหดู้ก็ปรากฏวา่ไม่
ยบั สองจึงซ้ือผา้ไหมเพราะเช่ือค าอวดอา้งนั้น และน ามาตดัเส้ือใหม่ปรากฏวา่เม่ือน ามารีดเตารีดมีความร้อนสูงท าใหผ้า้ยน่
เสียหายสวมใส่ไม่ ไดจึ้งน าเส้ือผา้มาใหร้้านขายผา้ดูวา่ที่ทางร้านอา้งวา่ไม่ยบัไม่ยน่นั้นไม่จริงแต่ก็ขอเงินคืนบา้งเป็น
บางส่วน เพราะตอ้งเสียเงินซ้ือแพงเกินไป ดงัน้ีท่านเห็นดว้ยกบัขอ้อา้งของสองอยา่งไรหรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
ทพ. มาตรา121 วรรคแรกบญัญติัวา่ การแสดงเจตนาอนัไดม้าเพราะกลฉอ้ฉลก็ดี เพราะขมขู่ก็ดี ท่านวา่เป็นโมฆียะ 
ทพ. มาตรา122 บญัญติัวา่ การอนัจะเป็นโมฆียกรรมเพราะกลฉอ้ฉลเช่นนั้น การอนันั้นก็คงจะมิไดท้ าขึ้นเลย 
กลฉอ้ฉลนั้นคือการหลอกลวงใหผู้แ้สดงเจตนาเขา้ใจผดิหรือลวงใหคู้ ่่กรณีหลงเช่ือจึงแสดงเจตนาเขา้ท านิติกรรม 
การแสดงเจตนาเขา้นิติกรรมโดยถูกกลฉอ้ฉลนั้นนิติกรรมนั้นมีผลเป็นโมฆียะ ซ่ึงตอ้งเป็นกลฉอ้ฉลถึงขนาด คือตอ้งเป็นเร่ืองถึง
ขนาดที่จะจูงใจใหผู้ถู้กกลฉอ้ฉลนั้นเขา้ท า นิติกรรมหรืออีกนยัหน่ึงพดูไดว้า่ถา้ไม่มีกลแอฉลน้ีแลว้จะไม่มี การแสดงเจตนาท านิติ
กรรมนั้นเลย 
กรณีน้ีคนขาย โฆษณายนืยนัคุณภาพของสินคา้วา่ผา้ไม่ยบัไม่ยน่ ซ่ึงถา้การยนืยนัความจริงแลว้ปรา���ฏวา่ไม่เป็นความจริงตาม
โฆษณาก็เป็นกลฉอ้ฉล เพราะมีเจตนาหลอกใหส้องหลงเช่ือจึงท านิติกรรมซ้ือผา้ แต่กรณีน้ีปรากฏวา่คนขายยนืยนัรับรองเร่ือง
คุณภาพของผา้นั้นเป็นความจริงวา่ไม่ยบัไม่ยน่จึงไมเป็นกลฉอ้ฉลเพราะการที่ผา้ยบัยน่นั้นเป็นความผดิของสองเอง ดงันั้นนิติ
กรรมจึงสมบูรณ์ สองไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใดๆจากผูข้าย 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
10 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
ส. ลงโฆษณาในหนงัสือพมิพว์นัที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 วา่หากใครประดิษฐโ์ปรแกรมคอมพวิเตอร์ ซ่ึงสามารถแปล
ขอ้ความภาษาไทยเป็นภาษาองักฤษจะใหร้างวลั 4 แสนบาท เวลาล่วงเลยไป 5 ปีแลว้ ฉลาด ไดป้ระดิษฐโ์ปรแกรมดงักล่าวได้
โดยไม่เคยทราบวา่ ส. ประกาศใหร้างวลั แต่มาทราบจากเพือ่นของตนในภายหลงัเม่ือประดิษฐไ์ด ้ดงันั้นฉลาดจึงน าส่ิงประดิษฐ์
ของตนมาขอรับรางวลัจาก ส. ส.อา้งวา่เลยก าหนดอายคุวามแลว้ และฉลาดเองก็ไม่เคยมาแจง้ให ้ส. ทราบวา่จะอาสาประดิษฐ์
สญัญาจึงไม่เกิดและปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางวลั ดงัน้ีท่านเห็นดว้ยกบัขอ้กล่าวอา้งของ ส. อยา่งไรหรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย ตาม ทพ. 
มาตรา 362 บญัญติัวา่ บุคคลออกโฆษณาใหค้ ามัน่วา่จะใหร้างวลัแก่ผูซ่ึ้งกระท าการอนัใดท่านวา่จ าตอ้งใหร้างวลัแก่บุคคลใดๆผู ้
ไดก้ระการอนันั้น แมมิ้ใช่วา่ผูน้ั้นจะไดก้ระท าเพราะเห็นแก่รางวลั 
มาตรา 363 วรรคแรกในกรณีที่กล่าวมาในมาตราก่อนน้ี เม่ือยงัไมมีใครท าส าเร็จดงัที่ตั้งไวน้ั้นอยูต่ราบใด ผูใ้หค้ ามัน่จะถอน
ค ามัน่ของตนเสียเสียโดยวธีิเดียวกบัที่โฆษณานั้นก็ได้ เวน้แต่จะไดแ้สดงไวใ้นโฆษณานั้นวา่จะไม่ถอน 
กรณีน้ีเป็นเร่ืองค ามัน่โฆษณาจะใหร้างวลัค ามัน่มีลกัษณะเป็นการ แสดงเจตนาเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวผกูพนัผูใ้หค้ ามัน่โดยไม่ตอ้ง
มี การแสดงเจตนาสนองตอบแต่อยา่งใด 
กรณีน้ีเป็นเร่ืองผูใ้หค้ ามัน่มุ่งถึงความส าเร็จของการกระท าซ่ึงตนไดโ้ฆษณาไว ้ดงันั้นแมผู้ท้ าส าเร็จกระท าโดยมาเห็นแก่รางวลัผู ้
โฆษณาก็ตอ้งใหร้างวลั ผูใ้หค้ ามัน่จะถอนค ามัน่เสียไดถ้า้ถา้ยงัไม่มีผูใ้ดท าส าเร็จ แต่ถา้ยงัไม่ถอนค ามัน่แลว้ ผูใ้หค้ ามัน่ก็คงยงั
ผกูพนัอยู ่
ตามขอ้เทจ็จริงเป็นเร่ืองค ามัน่จะใหร้างวลัเม่ือมีบุคคลประดิษฐโ์ปรแกรมคอมพวิเตอร์ตามประกาศได ้ดงันั้น ส.ตอ้งผกูพนัตาม
ค ามัน่ที่ใหไ้วเ้ม่ือมีบุคคลท าส าเร็จตามโฆษณาแลว้ ส. ตอ้งผกูพนัที่จะตอ้งใหร้างวลัแก่ฉลาดซ่ึงประดิษฐไ์ด ้
ส. จะอา้งก าหนดอายคุวามวา่มาปฏิเสธไม่จ่ายรางวลัไม่ได ้เพราะ ส. ยงัไม่ไดถ้อนค ามัน่แต่อยา่งใด ส. จึงตอ้งผกูพนัจ่ายรางวลั
แมว้า่ฉลาดจะไม่ทราบมาก่อนวา่การประดิษฐน์ั้นจะมีรางวลั 
ดงันั้น ส. ปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางวลัไม่ได ้
 
 
 
11 
 
41211 กฎหมายแพ่ง 1 
ก ออกประกาศโฆษณาทางหนงัสือพมิพ ์เขียว-ทอง วา่ หากผูใ้ดสามารถคิดยารักษาโรคเอดส์ส าเร็จจะใหร้างวลัหน่ึง
ลา้นบาท ก และ ข ไดอ่้านพบขอ้ความในหนงัสือพมิพ ์ข จึงไปพบ ก แสดงความจ านงวา่ตนก าลงัคน้ควา้อยูเ่กือบส าเร็จแลว้
ตอนน้ีอยูใ่น ขั้นตอนทดสอบผล แต่ ค นั้นไดท้ าการทดลองอยูน่านแลว้ ปรากฏวา่เม่ือ ก ขาดทุนจึงไดล้งประกาศโฆษณาใน
หนงัสือพมิพ ์มลา้ ถอนประกาศโฆษณาดงักล่าว เพราหนงัสือพมิพ ์เขียว-ทอง ปิดกิจการ อีก 2 เดือนต่อมาหลงัจาก ก ประกาศ
ถอนโฆษณาแลว้ ค ไดม้าพบ ก ขอรับรางวลัตามประกาศ ก อา้งวา่ตนไดถ้อนการใหร้างวลัแลว้ แต่ปรากฏวา่ ค ไม่ทราบถึง
การถอนนั้นเพราะไม่เคยอ่านหนงัสือพมิพ ์มสธ. และ กยงัอา้งอีกดว้ยวา่ ถึงอยา่งไรก็ตาม ค ก็ไม่มีสิทธิไดร้างวลัอยูดี่
เพราะ ข เป็นคนมาติดต่อแจง้ให้ ก ทราบถึงการคา้ควา้ก่อน ดงัน้ี ท่านเห็นดว้ยกบัขอ้อา้งของ ก หรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลกักฎหมายที่เก่ียวขอ้งคือ ทพ. ม.36 บญัญติัวา่ “บุคคลใดออโฆษณาใหค้ าม่นวา่จะใหร้างวลัแก่ผูซ่ึ้งกระท าการอนั
ใด ทานวา่ จะใหร้างวลัแก่บุคคลใดๆผูไ้ดก้ระท าการอนันั้นแมถึ้งมิใช่ผูน้ั้นจะไดก้ระท าเพราะเห็นแก่รางวลั” 
ปพพ. ม. 363 บญัญติัวา่ “ เม่ือยงัไม่มีใครท าการส าเร็จดงัที่บ่งไวน้ั้นอยูต่ราบใดผูใ้หค้ ามัน่จะถอนค าสัง่ของตนเสียโดยวธีิเดียวกบั
ที่โฆษณานั้นก็ได ้เวน้แต่จะไดแ้สดงในโฆษณานั้นวา่จะไม่ถอน 
ถา้ค ามัน่นั้นไม่อาจจะถอนโดยวธีิดงักล่าวมาก่อนจะถอนโดยวธีิอ่ืนก็ไดแ้ต่ถา้การถอนเช่นนั้นจะเป็นอนัสมบรูณ์ใชไ้ดเ้พยีงเฉพาะ
ต่อบุคคลที่รู้” 
ค ามัน่ในกรณีน้ีเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวเป็นการแสดงเจตนาของผูใ้หค้ ามัน่ที่จะผกูพนัตนเองในการที่จะใหร้างวลัตามประกาศ
โฆษณาซ่ึง ไดก้ระท าแก่บุคคลทัว่ไปโดยผูใ้หค้ ามัน่นั้นมุ่งประสงคต์อ้งการใหเ้กิดผลส าเร็จของการกระท าอนัใดอนัหน่ึงตาม
ประกาศโฆษณาจึงไม่จ า เป็นจะตอ้งมีการแสดงเจตนาสนองตอบดงัเช่นในกรณีเร่ืองสญัญา แต่ผลผกูพนัน้ีไปตามกฎหมายซ่ึง
ผูใ้หค้ ามัน่ตอ้งใหร้างวลัแมถื้อ วา่ผูก้ระท าจะไดท้ าโดยไม่เห็นแก่รางวลัก็ตาม 
จากขอ้เทจ็จริงจึงเห็นไดว้า่ ก ไดใ้หค้ ามัน่โดยประกาศโฆษณาทางหนงัสือพมิพ ์เขียว-ทอง จะใหร้างวลัแก่ผูท้ี่สามารถคิดยา
รักษาโรคเอดส์ได ้ดงันั้นจึงเท่ากบัวา่ ก ผกูพนัตวัต่อบุคคลทัว่ไปที่จะตอ้งใหร้างวลัแก่บุคคลใดก็ไดซ่ึ้ง กระท าการน้ี
ส าเร็จ แมว้า่ ข จะมาแจง้ให้ ก ทราบวา่ตนก าลงัคน้ควา้อยูก่็ตามแต่เม่ือยงัไม่มีผลส าเร็จของงานตามประกาศก็ไม่มีสิทธิที่จะ
ไดรั้บรางวลัแต่อยา่งได (มาตรา 362) ในขณะซ่ึงงานยงัไม่เสร็จแมว้า่ผูใ้หค้ ามนัคือ ก สามารถจะถอนค ามัน่นั้นเสียไดก้็ตาม แต่
การถอนค ามัน่นั้นตอ้งกระท าโดยวธีิเดียวกนัวธีิที่โฆษณานั้นตอ้งกระท าโดยวธีิเดียวกนัวธีิที่โฆษณานั้นตอ้งหมายถึงถอนโดย
วธีิ เดียวอยา่งแทจ้ริง หากถอนดว้ยวธีิเดิมไม่ได ้จะมีผลสมบูรณ์ใชไ้ดแ้ต่เฉพาะผูท้ี่ไดรู้้ถึงประกาศถอนเท่านั้นเม่ือ ก ถอน
โฆษณาในหนงัสือพมิพ ์มสธ. ซ่ึงมิใช่หนงัสือพมิพ ์เขียว-ทอง ซ่ึงไดเ้คยลงประกาศไวเ้ดิมโดย ค ไม่ทราบถึงการถอน
นั้น ดงัน้ี ก ยงัตอ้งผกูพนัที่ตอ้งจ่ายรางวลัตามประกาศ 
ขา้พเจา้ไม่เห็นดว้ยกบัขอ้อา้งของ ก เพราะ ค ไม่ทราบการถอนประกาศ แม ้ข จะมาติดต่อ ก ใหท้ราบถึงการคน้ควา้
ของตนก่อนก็ไดไ้ม่มีผลอยา่งใดในกฎหมาย 
12 
 
41211 กฎหมายแพ่ง 1 
นายหล่อหมั้นนางสาวสวยดว้ยแหวนทองหน่ึงวงราคา 3,000 บาท หลงัจากหมั้นกนัแลว้ ไดท้ าพธีิแต่งงานกนัตาม
ประเพณีโดยนายหล่อสญัญาวา่จะไปจดทะเบียนสมรสกบันางสาวสวย ภายใน 1 เดือน หลงัแต่งงานถา้ในการจดังานแต่งงาน
นางสาวสวยไดเ้สียค่าใชจ่้ายใน พธีิแต่งงานอนัไดแ้ก่ค่าอาหารเล้ียงพระและแขกในวนัแต่งงาน 60,000บาท หลงัจากแต่งงานอยู่
กินเป็นสามีภริยากนัแลว้ประมาณหน่ึงเดือน นางสาวสวยก็ไดล้าออกจากงานที่นางสาวท าอยูท่ี่บริษทัแห่งหน่ึง เพือ่มาช่วยงาน
บา้นนายหล่อซ่ึงเป็นร้านชายของช า และขอใหน้ายหล่อไปจดทะเบียนสมรสตามสญัญานายหล่อไม่ยอมไปจดทะเบียนแต่กลบั
ไล่นางสาวสวยใหก้ลบัไปอยูบ่า้นบิดาของนางสาวสวย ดงัน้ี 
ก. นางสาวสวยจะฟ้องศาลขอบงัคบัใหน้ายหล่อจดทะเบียนสมรสกบัตนไดห้รือไม่ 
ข. ถา้นายหล่อขอของหมั้นคือแหวนหน่ึงวงคืน นางสาวสวยจะตอ้งคืนใหห้รือไม่ 
ค. นางสาวสวยมีสิทธิเรียกค่าทดแทนการที่นายหล่อไม่ยอมจดทะเบียนสมรสไดเ้พยีงใด หรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
“การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอใหศ้าลบงัคบัใหส้มรสได.้..” (มาตรา 1438 ) 
“เม่ือมีการหมั้นแลว้ ถา้ฝ่ายใดผดิสญัญาหมั้นอีกฝ่ายหน่ึงมีสิทธิเรียกใหรั้บผดิใชค้่าทดแทน ในกรณีที่มีของหมั้นถา้ฝ่ายชายผดิ
สญัญาหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ถา้ฝ่ายหญิงผดิสญัญาหมั้นใหค้ืนของหมั้นแก่ฝ่ายชาย” (มาตรา 1439) 
“ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได ้ดงัต่อไปน้ี 
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือช่ือเสียงแก่ชายหรือหญิงนั้น 
(2) ทดแทนความเสียหายเน่ืองจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผูก้ระท าการในฐานะเช่นบิดามารดาไดใ้ชจ่้ายหรือตอ้งตก
เป็นลูกหน้ีเน่ืองในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร 
(3) ทดแทนความเสียหายเน่ืองจากการที่คู่หมั้นไดจ้ดัการทรัพยสิ์นหรือการอ่ืนอนัเก่ียวกบัอาชีพหรือทางท ามาหาไดข้องตนไป
โดยสมควรดว้ย การคาดหมายวา่จะไดมี้กาสมรส 
ในกรณีที่หญิงเป็นผูมี้สิทธิไดรั้บค่าทดแทน ศาลอาจจะช้ีขาดวา่ของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือ
เป็นส่วนหน่ึงของค่าทดแทนที่หญิงพงึถึงของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได”้(มารตรา 1440 ) 
 
13 
 
จากอุทาหรณ์ 
(ก) สญัญาหมั้นมีลกัษณะพเิศษแตกต่างนากสญัญาอ่ืนๆในแง่ที่วา่ไม่สามารถฟ้องร้องใหป้ฏิบติัตามสญัญาโดยขอใหศ้าลบงัคบั
ใหคู้่หมั้นฝ่ายหน่ึงท าการสมรสเป็นเร่ืองที่ชายและหญิงตอ้งยนิยอมพร้อมใจกนักระท าดว้ยความสมคัรใจและโดยเสรีที่สุด สภาพ
แห่งสญัญาไม่เปิดช่องใหมี้การบงัคบักนัไดเ้หมือนเช่นสญัญาอ่ืนๆ แมช้ายหญิงจะมาอยูกิ่นเป็นสามีภริยากนัเป็นเวลานานเท่าใดก็
ตามจะมาฟ้องต่อศาลขอใหบ้งัคบัใหไ้ปจดทะเบียนสมรสกนัไม่ได ้ดงัที่บญัญตัิไวต้ามมาตรา 1438 ดงันั้น นางสาวสวยจะฟ้อง
บงัคบัใหน้ายหล่อจดทะเบียนสมรสกบัตนไม่ได(้ค าพพิากษาฎีกาที ่137/2481) 
(ข) การที่นายหล่อสญัญาวา่จะไปจดทะเบียนสมรสกบันางสาวสวยภายใน 1 เดือนหลงัภายในพธีิแต่งงานตามประเพณีนั้นเป็น
การตกลงวา่นายหล่อ จะท าการสมรสกบันางสาวสวยตามวนัเวลาที่ก าหนดไวแ้ต่เม่ือถึงก าหนดตามที่สญัญาไวน้างสาวสวยขอให้
ไปจดทะเบียนสมรส นายหล่อปฏิเสธ ถือวา่นายหล่อผดิสญัญาหมั้น ในกรณีน้ีแหวนทองหน่ึงวงซ่ึงเป็นของหมั้นจึงตกเป็นสิทธิ
แก่นางสาวสวยตาม ปพพ. 1439 นางสาวสวยจึงไม่ตอ้งคืนแหวนทองใหแ้ก่นายหล่อ 
(ก) เม่ือนายหล่อเป็นฝ่ายผดิสญัญาหมั้น นางสาวสวยยอ่มมีสิทธิเรียกค่าทดแทนไดด้งัน้ี 
1. การที่นางสาวสวยท าพธีิแต่งงานและไดอ้ยูกิ่นฉนัสามีภริยากบันายหล่อที่บา้นของนาย 
หล่อเป็นเวลาถึงเดือนเศษแลว้ผดิสญัญาไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสและขบัไล่นางสาวสวยใหก้ลบัไปอยูบ่า้นบิดานั้นยอ่มให้
นางสาวสวยตอ้งไดรั้บความอบัอายร่างกาย นางสาวสวยจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและช่ือ เสียงของตน
ไดต้าม ปพพ. มาตรา1440(1) (ค าพพิากษาฎีกาที ่982/2518) 
1. การที่นางสาวสวยไดเ้สียค่าใชจ่้ายในการจดังานแต่งงานตามรายการต่างๆนั้น จะตอ้ง 
พจิารณาวา่รายการใดบา้งที่เป็นค่าใชจ่้ายในการเตรียมการสมรสโดย สุจริตและตามสมควร ซ่ึงค่าใชจ่้ายในการเตรียมการที่จะ
เรียกค่าทดแทนจากกนัไดต้ามมา ตรา 1440(2) ตอ้งเป็นค่าใชจ่้ายอนัจ าเป็นที่ชายหรือหญิงกระท าเพือ่เตรียมการ ที่ชายหรือหญิง
จะอยูกิ่นดว้ยกนัเป็นสามีภริยาโดยตรง ตามปัญหาค่าอาหารเล้ียงพระและแขกในวนัแต่งงานไม่ใช่ค่าใชจ่้ายในการเตรียมการ
สมรสเพราะการที่ชายหญิงจะอยูกิ่นดว้ยกนัเป็นสามีภริยาไม่จ าเป็นตอ้งใชจ่้ายกรณีเหล่าน้ีการเล้ียงดูกนัเป็นเพยีงประเพณีนิยม
เท่านั้น แมไ้ม่ท าชายหญิงก็คงอยูกิ่นเป็นสามีภริยากนัไดน้างสาวสวยจึงเรียกค่าใช่จ่ายต่างๆรวม 60,000 บาท ไม่ได ้(ค าพพิากษา
ฎีกาที ่2086/2518) 
2. ก่อนที่นางสาวสวยจะรับหมั้นนางหล่อ นางสาวสวยท างานอยูท่ี่บริษทัแห่งหน่ึง แต่ 
หลงัจากแต่งงานกบันายหล่อแลว้ประมาณ 1 เดือนเศษ นางสาวสวยไดล้าออกมาเพือ่ช่วยงานบา้นนายหล่อซ่ึงเป็นร้านขาย
ของ ช า เป็นกรณีที่นางสาวสวยไดจ้ดัการเก่ียวกบัอาชีพโดยสมควรดว้ยการคาดหมายวา่จะไดมี้การสมรสแต่นายหล่อไม่ยอมจด
ทะเบียนสมรส เช่นน้ี นางสาวสวยยอ่มมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายในส่วนน้ีไดจ้ามปพพ. มาตรา 1440(3)ฉ (ค าพพิากษา
ฎีกาที ่3366/2526) 
 
14 
 
41211 กฎหมายแพ่ง 1 
นางสุมาลีลกัลอบไดเ้สียกบันายสมพรจนเกิดบุตรชายคือเด็กชายกริช ต่อมานางสุมาลีถึงแก่ความตาย นายสมพรละทิ้ง
ไม่ดูแลบุตร นางแจ่มผูเ้ป็นยายจึงน าเด็กชายกริชมาอุปการะเล้ียงดูและใหก้ารศึกษา หลงัจากนางสุมาลีตายไปแลว้***ปี นายสม
พรไปจดทะเบียนรับรองบุตรแลว้เด็กชายกริชเป็นบุตรโดยขอบดว้ยกฎหมายและน าไปเล้ียงดูเองนางแจ่มไม่พอใจจึงฟ้องคดีต่อ
ศาล อา้งวา่นายสมพรประพฤตินั้นไม่เหมาะสมชอบด่ืมสุรา ขอใหศ้าลเพกิถอนการรับรองบุตร นายสมพรใหก้ารปฏิเสธวา่นาง
แจ่มไมมีสิทธิแต่อยา่งใดที่จะน าคดีมา ฟ้องทั้งเด็กก็เป็นบุตรของนายสมพรเช่นน้ีถา้ท่านเป็นศาลจะพพิากษาใหเ้พกิถอนการ
รับรองบุตรหรือไม่ เพราะเหตุใด 
เฉลย 
“ผูมี้ส่วนไดเ้สียจะขอใหศ้าลถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรเพราะเหตุวา่การขอจดทะเบียนนั้นมิใช่บิดาก็ไดแ้ต่ตอ้งฟ้อง
ภายในสามเดือนนบัแต่วนัที่รู้การจดทะเบียนนั้น อน่ึง หา้มมิใหฟ้้องเม่ือพน้**ปีนบัแต่วนัที่จดทะเบียน”(มาตรา 1554) 
ค าวา่ “ผูมี้ส่วนไดเ้สีย” หมายถึง ที่จะมีส่วนไดห้รือส่วนเสียในประโยชน์อนัเก่ียวกบัสิทธิในครอบครัวหรือมรดก 
“เหตุที่จะอา้งในการฟ้อง” การฟ้องขอใหถ้อนการจดทะเบียนการรับเด็กเป็นบุตรน้ีกฎหมายไดจ้ ากดัไวว้า่ผูฟ้้องจะอา้งไดเ้พยีงเหตุ
เดียวเท่านั้น คือ ผูข้อใหจ้ดทะเบียนนั้นไม่ใช่บิดาของเด็กเท่านั้น จะอา้ง*** เช่น เร่ืองความประพฤติ ช่ือเสียง หรือฐานะความ
เป็นอยูข่องผูข้อจด ฯลฯ มาเป็นเหตุใหศ้าลถอนการจดทะเบียนไม่ได ้
ตามอุทาหรณ์ นางแจ่มเป็นยายของเด็กชายกริช ยอ่มมีส่วนไดส่้วนเสียนั้นเป็นประโยชน์อนัเก่ียวกบัสิทธิในครอบครัวหรือมรดก
ของเด็ก จึงชอบที่จะฟ้องนายสมพรได ้แต่การฟ้องขอใหถ้อนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรนั้นตามหลกักฎหมายดงักล่าว
ขา้งตน้จ ากดัไวว้า่ ผูฟ้้องขอใหถ้อนการจดทะเบียนจะอา้งไดเ้พยีงเหตุเดียวเท่านั้นคือ “ผูข้อใหจ้ดทะเบียนนั้นไม่ใช่บิดาของ
เด็ก” จะอา้งเหตุอ่ืนๆฯลฯเพือ่ขอใหศ้าลเพกิถอนการจดทะเบียนไม่ไดข้อ้เทจ็จริงไดค้วามแจง้ชดัวา่ นายสมพรเป็นบิดาที่แทจ้ริง
ของเด็กชายกริช การที่นางแจ่มอา้งวา่นายสมพรประพฤติตนไม่เหมาะสมชอบด่ืมสุราไม่ ใช่เหตุตามกฎหมายแพง่และ
พาณิชย ์มาตรา 1554 ดงักล่าว ศาลชอบที่จะยกฟ้องไม่อนุญาตใหเ้พกิถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร (ค าพพิากษาฎีกา
ที่ 729/2491) 
 
 
 
 
15 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
ประหยดัไดย้มืเงินจากอารีไป 20,000 บาท ก าหนดใชค้ืนภายใน 2 ปี เวลาผา่นไป 2 ปี 6 เดือน ประหยดัก็ไม่ช าระอารี
ไปพบประหยดัที่บา้นพกัทวงเงินคืน ประหยดัก็ตอบวา่ยงัไม่มีเงิน อารีเห็นประหยดัสวมสร้อยคอทองค าหนกั2 บาท จึงบอกให้
ประหยดัถอดสร้อยมาใหต้นยดึถือไวเ้ป็นจ าน าก่อน มิฉะนั้นจะใหท้นายฟ้องทนัที่ ประหยดักลวัถูกฟ้องจึงจ าใจถอนสร้อยใหอ้ารี
ยดึไวเ้ป็นประกนั 
สงเคราะห์หลานของประหยดัเม่ือรู้เร่ืองดงักล่าวไดไ้ปพบอารีที่บา้นพกัแลว้ขอสร้อยคืน อารีไม่ยอมคืน สงเคราะห์จึงชกัปืนมาจ้ี
อารีใหเ้ขียนหนงัสือปลดหน้ีใหป้ระหยดั จ านวน 20,000 บาท และใหอ้ารีรับสร้อยคอเสน้นั้นไวเ้ป็นอนัหมดหน้ีกนั อารีกลวัจึง
ยอมเขียนหนงัสือปลดหน้ีให้ ต่อมาอารีไดมี้จดหมายถึงประหยดัวา่ขอใหน้ าเงินจ านวน20,000 บาท มาใชค้ืนและรับสร้อยคอ
ไป ดงัน้ี ประหยดัตอ้งช าระเงินจ านวนดงักล่าวใหอ้ารีหรือไม่ เพราะเหตุใด 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
มาตรา 121 การแสดงเจตนาอนัไดม้าเพราะคนฉอ้ฉลก็ดี เพราะข่มขู่ก็ดี ท่านวา่เป็นโมฆียะ การที่จะเห็นการข่มขู่นั้นกลวัวา่จะ
เกิดความเสียหายแก่ตนเอง แก่สกุลหรือแก่ทรัพยสิ์นของตน โดยท าใหผู้ถู้กข่มขู่กลวัภยัถึงขนาด จึงตอ้งท านิติกรรมนั้นขึ้น 
มาตรา 127 การขู่วา่จะใชสิ้ทธิอนัใดอนัหน่ึงตามปกตินิยมก็ดีเพยีงแต่ความกลวัเพราะนบัถือย าเกรงก็ดี ท่านหาจดัวา่เป็นการข่มขู่
ไม่ 
การที่นายอารีขู่นายประหยดัใหถ้อดสร้อยมาเป็นจ าน า ถา้ไม่ใหจ้ะฟ้องร้องนั้นมิใช่เป็นเร่ืองการข่มขู่แต่ประการใดเพราะเร่ืองน้ี
เป็นกรณีที่นายอารีมีสิทธิของการเป็นเจา้หน้ีที่จะ ฟ้องลูกหน้ีอยูแ่ลว้ การที่นายประหยดัยอมจ าน าสร้อยใหน้ายอารีจึงสมบูรณ์ไม่
ถือวา่เป็นการข่มขู ่
หลักกฎหมาย 
มาตรา 128 การข่มขู่ยอ่มท าใหนิ้ติกรรมเส่ือมเสีย แมถึ้งบุคคลภายนอกจะเป็นผูข้่มขู ่
การที่นายสงเคราะห์ไปขู่นายอารีใหท้ าหนงัสือปลดหน้ีใหน้ายประหยดันั้น ถือไดว้า่เป็นการที่บุคคลภายนอกข่มขู่ใหน้ายอารีท า
นิติกรรมคือการปลดหน้ีใหน้ายประหยดั ดงันั้นการปลดหน้ีน้ีจึงเป็นโมฆียะเพราะเกิดจากการข่มขู่ของบุคคลภายนอก นายอารีก็
สามารถบอกลา้งการปลดหน้ีใหเ้ป็นโมฆะได ้ดงันั้นนายประหยดัยงัตอ้งใชเ้งินใหน้ายอารี 
 
 
 
16 
 
กฎหมายแพ่ง 1 
ทองเป็นสามีพลอยไดเ้ปิดร้านคา้เคร่ืองเพชร วนัหน่ึงทองถูกรถยนตช์น สมองไดรั้บความกระทบกระเทือนอยา่ง1 คู ่ในเวลานั้น ด.ช.ประสาทอายุ
ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงยังเป็นผู้เยาว์ตามมาตรา 19 การที่ด.ช.ประสาทไปซื้อรองเท้าเป็นการท า
นิติกรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม คือ นางอรชร นิติกรรมย่อมตก
เป็นโมฆียะตามมาตรา 21 อย่างไรก็ตามเนื่องจากนิติกรรมการซื้อรองเท้าดังกล่าวข้าพเจ้าเห็นเป็น
การซื้อทรัพย์ที่ราคาที่ราคาไม่สูง และด.ช.ประสาทอาจจะน ารองเท้าดังกล่าวมาไว้ใส ่ซึ่งผู้เยาว์
ทั่วๆไปก็ควรมีรองเท้าใส ่จึงเป็นกรณีที่ผู้เยาว์ท านิติกรรมที่สมแก่ฐานานุรูปและจ าเป็นต่อการด ารงชีพ
ตามสมควร นิติกรรมการซื้อรองเท้านี้จึงมีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 24 
กรณีต้องพิจารณาด้วยว่าการท านิติกรรมซื้อรองเท้านั้นตกเป็นโมฆียะเพราะความเป็นคนวิกลจริต
ของ ด.ช.ประสาทหรือไม ่เห็นว่าตามข้อเท็จจริงแม ้ด.ช.ประสาทจะมีอาการวิกลจริตตั้งแต่เกิดและ
อาจยังคงมีอาการวิกลจริตอยู ่แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ขายรู้ถึงความวิกลจริตของ ด.ช.ประสาท
ในขณะท านิติกรรม นิติกรรมจึงไม่ตกเป็นโมฆียะตาม มาตรา 30 แต่อย่างใด 
สรุป 
ข้อต่อสู้ของนายแสวงฟังไม่ขึ้นเพราะด.ช.ประสาทมีสิทธิย้อนหลังตั้งแต่เวลาที่เป็นทารกในครรภ์
มารดา ตามมาตรา15 ว.2 จึงถูกท าละเมิดได ้และมีสิทธิเรียกให้นายแสวงรับผิดฐานละเมิด 
สัญญาซื้อรองเท้ามีผลสมบูรณ์เพราะเป็นนิติกรรมที่ผู้เยาว์ท าขึ้นเป็นการสมแก่ฐานุรูปและจ าเป็นต่อ
การด ารงชพีตาม มาตรา 24 และไม่ตกเป็นโมฆียะเพราะความวิกลจริตของผู้เยาว์ตาม
มาตรา 30 เพราะไม่ปรากฏว่าคู่กรณีอีกฝุายรู้ถึงความวิกลจริตของ ด.ช.ประสาทในขณะท านิติกรรม 
 
5 
 
นักศึกษาคนที่ 2 
ประเด็นที ่1 ด.ช.ประสาทมีสิทธิตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดาหรือไม ่
หลักกฎหมายใน ป.พ.พ. 
ม.15 วางหลักว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มขึ้นแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย 
ทารกในครรภ์มารดาก็อาจมีสิทธิได้หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก 
ข้อเท็จจริงตามปัญหาในขณะที่ถูกรถนายแสวงชน ด.ช.ประสาทยังเป็นเพียงทารกในครรภ์มารดาจึง
ยังไม่มีสภาพบุคคล เพราะยังไม่คลอดออกมา เมื่อไม่มีสภาพบุคคลย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่ใดๆในทาง
กฎหมายได ้โดยหลักด.ช.ประสาทจึงไม่อาจถูกละเมิดสิทธิได ้ตาม ม.15 ว.1 
อย่างไรก็ตามต่อมาปรากฏว่าภายหลัง ด.ช.ประสาทคลอดออกมาและมีชีวิตอยู่รอด ม.15 ว.2 บัญญัติ
ให้ด.ช.ประสาทมีสิทธิได ้และมีสิทธิย้อนหลังไปในขณะอยู่ในครรภ์มารดา เมื่อในขณะอยู่ในครรภ์มี
สิทธ ิการที่นายแสวงขับรถมาชนท าให้ด.ช.ประสาทได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างแรง จึง
เป็นการละเมิดสิทธิของด.ช.ประสาท ด.ช.ประสาทจึงสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายแสวง
ฐานละเมิดได ้ 
สรุป ข้อต่อสู้ของนายแสวงฟังไม่ขึ้นเพราะด.ช.ประสาทมีสิทธิย้อนหลังไปในขณะเป็นทารกในครรภ์
มารดาตามม.15 ว.2 
ประเด็นที ่2 สัญญาซื้อรองเท้าตกเป็นโมฆียะเพราะความเป็นผู้เยาว์หรือไม ่
ม. 19 วางหลักว่า บุคคลจะพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบยี่สิบปีบริบูรณ ์
ม.21 วางหลักว่า ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใดๆ จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม นิติ
กรรมที่ผู้เยาว์ท าลงไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆียะ 
ม.24 วางหลักว่า ผู้เยาว์อาจท านิติกรรมที่เป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตนและจ าเป็นต่อการด ารงชีพ
ได้ 
ข้อเท็จจริงตามปัญหา ด.ช.ประสาทอาย ุ17 ปีเศษ อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ ์จึงยังเป็นผู้เยาว์
ตาม ม.19 การที่ด.ช.ประสาทไปท านิติกรรม คือ สัญญาซื้อรองเท้า เมื่อไม่ปรากฏว่าได้รับความ
ยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมโดยหลักสัญญาซื้อรองเท้าย่อมตกเป็นโมฆียะตาม ม.21 
อย่างไรก็ตามเนื่องจากการที่ด.ช.ประสาทซื้อรองเท้าอาจน ามาใช้ใส่ในชีวิตประจ าวัน และการราคา
ของรองเท้าก็เป็นราคาที่พอสมควรที่ผู้เยาว์น่าจะซื้อได้เอง ด้วยเหตุนี้สัญญาซื้อรองเท้าจึงเป็นนิติ
กรรมที่ผู้เยาว์ท าลงโดยสมแก่ฐานานุรูปและจ าเป็นต่อการด ารงชีพ สัญญาซื้อขายรองเท้าจึงมีผล
6 
 
สมบูรณ์ตาม ม.24 
สรุป สัญญาซื้อรองเท้ามีผลสมบูรณ์เพราะเป็นนิติกรรมที่สมแก่ฐานานุรูปและจ าเป็นต่อการด ารงชีพ
ตาม ม.24 
ประเด็นที ่3 สัญญาซื้อขายรองเท้าตกเป็นโมฆียะเพราะความวิกลจริตหรือไม ่
ม.30 ถ้าคนวิกลจริตท านิติกรรมในขณะจริตวิกลและคู่กรณีอีกฝุายหนึ่งรู้ถึงความวิกลจริต นิติกรรม
นั้นย่อมตกเป็นโมฆียะ 
ข้อเท็จจริงตามปัญหา ด.ช.ประสาท มีถูกรถยนต์จนมีอาการวิกลจริต ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอาการ
วิกลจริตจนถึงเวลาที่ท าสัญญาซื้อรองเท้าด้วย อย่างไรก็ตามตาม ม.30 นิติกรรมที่คนวิกลจริตท าลง
นั้นจะตกเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝุายหนึ่งรู้อยู่ถึงความวิกลจริตด้วย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า
คู่กรณีอีกฝุายหนึ่งรู้ถึงความวิกลจริต นิติกรรมย่อมไม่ตกเป็นโมฆียะ 
สรุป นิติกรรมไม่ตกเป็นโมฆียะตามม.30 เพราะไม่ปรากฏว่า คู่กรณีอีกฝุายหนึ่งรู้ถึงความวิกลจริตของ
ด.ช.ประสาทในขณะท านิติกรรม 
นักศึกษาคนที่ 3 
ประเด็น ความสามารถในการมีสิทธิของทารกในครรภ์มารดา 
ข้อเท็จจริงตามปัญหา ด.ช.ประสาทถูกรถชนในขณะอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งในขณะนั้น ด.ช.ประสาทยัง
ไม่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก จึงยังไม่มีสภาพบุคคล ตาม ป.พ.พ.วางหลักว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่ม
ขึ้นแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย เมื่อ ด.ช.ประสาทยังไม่มีสภาพบุคคลจึง
ไม่มีสิทธิใดๆ ให้ถูกละเมิดได ้
อย่างไรก็ตามเนื่องจากต่อมาด.ช.ประสาทได้คลอดออกมาและอยู่รอดเป็นทารก ซึ่งกฎหมายได้ว่าง
หลักว่า ทารกในครรภ์มารดาก็อาจมีสิทธิได้หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ด้วยเหตุนี้
เมื่อ ต่อมาปรากฏว่า ด.ช.ประสาทคลอดและอยู่รอดเป็นทารกแม้จะมีอาการวิกลจริต ด.ช.ประสาทก็
ย่อมมีสิทธิย้อนหลังไปในขณะเป็นทารกในครรภ์มารดา ดังนั้นเมื่อขณะอยู่ในครรภ์มารดา ด.ช.
ประสาทถูกนายแสวงขับรถโดยประมาทท าให้ตนได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง จึงถือเป็นการ
ละเมิดสิทธิของ ด.ช.ประสาท ด.ช.ประสาทมีสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากนายแสวงฐาน
ละเมิด 
สรุป ข้อต่อสู้ของนายแสวงฟังไม่ขึ้น เพราะด.ช.ประสาทมีสิทธิย้อนหลังไปในขณะเป็นทารกอยู่ใน
ครรภ์มารดา 
7 
 
ประเด็น ความสามารถในการท านิติกรรมของผู้เยาว ์
ในขณะที่ด.ช.ประสาทซื้อร้องเท้า ด.ช.ประสาทมีอายุเพียง 17 ปีเศษ จะเห็นได้ว่าอายุยังไม่ครบ 20 ปี
บริบูรณ์จึงยังเป็นผู้เยาว์อยู ่ตามหลักกฎหมายที่ว่า บุคคลจะพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะ
เมื่ออาย ุ20 ปีบริบูรณ ์ 
เมื่อในขณะเป็นผู้เยาว์ด.ช.ประสาทได้ไปท านิติกรรม คือ การซื้อรองเท้า โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า
ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม นิติกรรมซื้อรองเท้าจึงตกเป็นโมฆียะ ตามหลักกฎหมาย
ที่ว่า ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม มิฉะนัน้นิติกรรมตก
เป็นโมฆียะ 
อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่ารองเท้าที่ซื้อนั้นเป็นทรัพย์ที่ราคาไม่แพงมาก ซึ่งผู้เยาว์สามารถซื้อได้ถือว่า
เป็นการสมแก่ฐานานุรูป และการซื้อนั้นเป็นการท าลงเพื่อความจ าเป็นในการใช้สอยจึงถือเป็นการที่
จ าเป็นต่อการด ารงชีพตามสมควร ซึ่ง ด.ช.ประสาทยอ่มท านิติกรรมนี้ได ้ตามหลักกฎหมายที่ว่า นิติ
กรรมที่สมแก่ฐานานุรูปและจ าเป็นต่อการด ารงชีพ ผู้เยาว์สามารถท าได ้
สรุป นิติกรรมซื้อรองเท้ามีผลสมบูรณ ์เพราะเป็นนิติกรรมที่ผู้เยาว์ท าลงไปอันเป็นการสมแก่ฐานานุรูป
และจ าเป็นต่อการด ารงชีพตามสมควร 
ประเด็น ความสามารถในการท านิติกรรมของคนวิกลจริต 
คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถโดยหลักย่อมมีความสามารถในการท านิติกรรม
โดยสมบูรณ ์ข้อเท็จจริงมีปัญหาให้ต้องพิจารณาด้วยว่านิติกรรมซื้อรองเท้าที่ด.ช.ประสาทท าลงนั้น
บกพร่องเพราะความวิกลจริตของด.ช.ประสาทหรือไม่ เนื่องจากโจทย์บอกว่าด.ช.ประสาทมีอาการ
วิกลจริตเพราะถูกรถชนอาจสันนิษฐานได้ว่าขณะที่ท านิติกรรมก็ยังอาจมีอาการวิกลจริตอยู ่อย่างไรก็
ตามหลักกฎหมายที่วานิติกรรมจะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อคนวิกลจริตได้ท านิติกรรมในขณะจริตวิกลและ
ในขณะท านิติกรรมคู่กรณีอีกฝุายหนึ่งก็ได้รู้ถึงความวิกลจริตนั้นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่กรณีอีกฝุายรู้
ถึงความวิกลจริตของด.ช.ประสาทในขณะท านิติกรรม นิติกรรมจึงไม่ตกเป็นโมฆียะแต่อย่างใด 
สรุป นิติกรรมซื้อร้องเท้าไม่ตกเป็นโมฆียะเพราะความวิกลจริตของ ด.ช.ประสาท เนื่องจากไม่ปรากฏ
ข้อเท็จจริงว่าคู่กรณีอีกฝุายหนึ่งได้รู้ถึงความวิกลจริตของ ด.ช.ประสาทในขณะท านิติกรรม 
 
 
8 
 
ข้อสอบกฎหมายแพ่ง 1 
 นายท้ากกี ้ขายสุนัขชื่อนางด่างหางแดงให้นายเนวิน โดยไม่มีใครทราบว่านางด่างหางแดงท้อง
ในวันที่ ๑ ตกลงจะส่งมอบนางด่างหางแดงวันที ่๓ โดยนายท้ากกี ้ช าระเงินให้นายเนวิน ในวันที่ท า
สัญญาแล้ว ต่อมาคืนวันที่ ๑ นางด่างหางแดงคลอดลูกสุนัข ๑ ตัว วันที่ ๓ นายเนวินมารับนางด่าง
หางแดง จึงทราบว่านางด่างหางแดงคลอดลูก ถามว่า ใครมีสิทธิในตัวลูกของนางด่างหางแดง และ
หากนางด่างหางแดงถูกงูกัดตายโดยไม่ใช่ความผิดของนายท้ากกี้ถามว่า ใครจะต้องรับบาปเคราะห์ใน
ความตายของนางด่างหางแดง 
 หลักการวินิจฉัย ควรฝึกแยกพิจารณาทีละประเด็น 
1.คู่สัญญาตกลงซื้อนางด่างหางแดง 
2.แม้ยังไม่มีการส่งมอบวัตถุแห่งหนี ้สัญญาซื้อขายย่อมสมบูรณ์นับแต่วันท าสัญญา ลูกหนี-้เจ้าหนี้มี
หน้าที่ต้องช าระหนี้อันพึงช าระต่อกันแลว้ รอเพียงให้ถึงก าหนดเวลาช าระเท่านั้น 
3.ลูกสุนัขเป็นดอกผลธรรมดา(เปิดดูประมวลว่าลูกสุนัขเป็นของใคร) 
4.หากนางด่างหางแดงตายโดยไม่ใช่ความผิดของผู้ใด การช าระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ไม่มีผู้ใดต้องรับ
ผิด 
5.นายท้ากกี้เป็นผู้รับบาปเคราะห์ในความตายของนางด่างหางแดง 
จะเรียกร้องให้นายเนวินช าระหนี้ไม่ได(้โจทย์ไม่ได้ให้รายละเอียดมาว่านางด่างหางแดงตายในวันที่
เท่าใด อนุมานเอาว่าตายก่อนมีการส่งมอบ ถ้าตายหลังส่งมอบก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีไปอีกว่าตายเพราะเหตุใด) ค าแนะน านี้เป็นหลักในการพิจารณาตอบข้อสอบเท่านั้น ไม่ใช่วิธีตอบข้อสอบ 
 ต้อย อาย ุ14 ปี คุณตาเห็นว่าต้อยก าพร้าแม่จึงยกเครื่องเพชรให ้1 ชุด ต่อมาต้อยคิดจะขาย
เครื่องเพชรหนึ่งชิ้นเพ่ือน าเงินไปเป็นค่าเรียนคอมพิวเตอร ์จึงไปปรึกษาพ่อ พ่อจึงบอกว่า “ เครื่อง
เพชรชุดนี้คุณตายกให้ลูกแล้ว ลูกจะเอาไปท าอะไร ก็แล้วแต่ลูกจะเห็นสมควรเถอะ พ่อไม่ขัดข้องอะไร
ทั้งสิ้น “ ต่อมาต้อยอยากได้โทรศัพท์มือถือจึงน าเครื่องเพชรชิ้นที ่2 ไปขาย โดยไม่ได ้ขออนุญาต พ่อ
ก่อน ต่อมาต้อยปุวยคิดว่าตนเองเป็นไข้หวัดนกคงไม่รอดแน ่เกิดสิ้นหวังในชีวิตจึงท าพินัยกรรมยก
เครื่องเพชรชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้คุณตาเพราะคิดว่าเครื่องเพชรเป็นของคุณตาก็ควรจะคืนให้คุณตา
ไป ระหว่างที่นั่งรถประจ าทางไปหาหมอเกิดมีวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกันโยนระเบิดใส่รถโดยสารท าให้
9 
 
ต้อยถึงแก่ความตาย ภายหลังบิดา ทราบเรื่องว่าต้อยขายเครื่องเพชรชิ้นที ่2ไปในราคาที่ถูกมากจึง
ต้องการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขาย เพชร และยกเลิกพินัยกรรม 
จงวินิจฉัยว่า บิดาสามารถบอกล้างนิติกรรมการขายเพชรครั้งที ่2 และ ยกเลิกพินัยกรรมของต้อยได้
หรือไม่เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมาย 
มาตรา 19 บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ ์
มาตรา 21 ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบ 
ธรรมก่อน การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ท าลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ 
เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น 
มาตรา 25 ผู้เยาว์อาจท าพินัยกรรมได้เมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ ์
มาตรา 26 ถ้าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ผู้เยาว์จ าหน่ายทรัพย์สินเพ่ือการ 
อันใดอันหน่ึงอันได้ระบุไว้ ผู้เยาว์จะจ าหน่ายทรัพย์สินน้ันเป็นประการใดภายในขอบของการที่ระบุไว้
นั้นก็ท าได้ตามใจสมัคร อนึ่ง ถ้าได้รับอนุญาตให้จ าหน่ายทรัพย์สินโดยมิได้ระบุว่าเพื่อการอันใดผู้เยาว์
ก็จ าหน่ายได้ตามใจสมัคร 
ข้อวินิจฉัย 
การที่ต้อยผู้เยาว์ได้ขออนุญาตบิดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม เพื่อขายเครื่องเพชรชิ้นที่หนึ่ง ซึ่งได้
รับมาจากคุณตาหนึ่งชุด โดยต้องการน าเงินไปเป็นค่าเรียนคอมพิวเตอร ์และบิดาได้อนุญาต โดยบอก
ว่า “ เครื่องเพชร..ชุดนี.้.คุณตายกให้ลูกแล้ว ลูกจะเอาไปท าอะไร ก็แล้วแต่ลูกจะเห็นสมควรเถอะ พ่อ
ไม่ขัดข้องอะไรทั้งสิ้น “ ย่อมเป็นการที่ต้อยผู้เยาว์ได้รับอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรมให้จ าหน่าย
ทรัพย์สินโดยมิได้ระบุว่าเพื่อการอันใด ต้อยผู้เยาว์ก็ย่อมจ าหน่ายได้ตามใจสมัคร ดังนั้นแม้ว่าภายหลัง
บิดาจะทราบว่าต้อยขายเครื่องเพชรชิ้นที่สองไปในราคาถูกมากก็ไม่สามารถบอกล้างนิติกรรมการซื้อ
ขายได ้ส่วนการท าพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายนี้วางหลักว่าผู้เยาว์อาจท าพินัยกรรมได้เมื่ออายุ
ครบ 15 ปีบริบูรณ ์แต่ต้อยท าพินัยกรรมยกเครื่องเพชรชิ้นสุดท้ายให้คุณตาในขณะที่มีอาย ุ14ปีการ
ท า พินัยกรรม ตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย บิดาของต้อยจึงไม่จ าเป็นต้องยกเลิก
พินัยกรรมแต่อย่างใด 
10 
 
สรุป 
1. บิดาไม่สามารถบอกล้างนิติกรรมการขายเพชรครั้งที2่ ได้ เพราะได้ให้ความยินยอมไว้แล้ว 
2. พินัยกรรมเป็นโมฆะ บิดาจึงไม่จ าเป็นต้องยกเลิกแต่ประการใด 
 นาย สต ิได้ทราบข่าวว่านาย ปัญญาเพื่อนนักเรียนเก่ารุ่นเดียวกัน ก าลังล าบากตกทุกข์ได้
ยากจึงต้องการช่วยเหลือจึงได้ไปขอซื้อรถยนต์ของนายปัญญาโดยซื้อในราคาซึ่งสูงกว่าท้องตลาด แต่
ต่อมานายสติทราบว่านายปัญญามิได้ยากจนอย่างที่เข้าใจแต่มีฐานะร่ ารวยเสียด้วยซ้ า จึงรู้สึกโกรธ
ต้อง��ารอยากได้เงินของตนคืน 
นายสติจะบอก เลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ได้หรือไม ่เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมาย 
มาตรา 157 การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ 
ความส าคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความส าคัญผิดในคุณสมบัต ิซึ่งตามปกติถือว่าเป็น
สาระส าคัญ ซึ่งหากมิได้มีความส าคัญผิดดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
ข้อวินิจฉัย 
การที ่ส. คิดว่า ท.ซึ่งเป็นเพ่ือนนักเรียนรุ่นเดียวกันก าลังตกทุกข์ได้ยาก และอยากจะช่วยเหลือจึง
ติดต่อขอซื้อรถยนต์ของ ส.ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดนั้น แต่ต่อมาทราบว่า ท.มิได้เป็นคนยากจน
ตามที่เข้าใจ จึงเป็นการที ่ส.ส าคัญผิดในคุณสมบัติของ ท. อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติดังกล่าว มิได้เป็น
คุณสมบัติที่ปกติถือเป็นสาระส าคัญ (เช่นส าคัญผิดคิดว่าเป็นผู้ค้ารถยนต ์แต่ไม่ได้เป็น) 
สรุป ดังนั้น สัญญาซื้อขายรถยนต์จึงไม่ตกเป็นโมฆียะ ส. จึงเรียกเงินคืนไม่ได ้
 
 
 
 
11 
 
 นาย เอ เขียนจดหมาย เสนอขายรถยนต์ให้นาย บี เมื่อ
วันที่ 1 กุมภาพันธ ์2547 ราคา 500000 บาท โดยบอกว่าถ้านาย บี ตกลงซื้อให้ส่งค าตอบภายใน
วันที่ 20 กุมภาพันธ ์2547 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2547 นายบ ีส่งจดหมายถึงนายเอ ว่าต้องการซื้อรถ
และส่งเงินช าระค่ารถยนต์มาบางส่วนเป็นจ านวนเงิน 20000 บาท นาย ซี ซึ่งไม่พอใจนาย เอ อยู่จึง
เอาระเบิดไปโยนใส่รถยนต์คันดังกล่าวเสียหายทั้งคัน นายเอ ทวงเงินค่ารถยนต ์ที่เหลือ
อีก 480000 บาทจากนายบีโดยบอกว่า สัญญาซื้อขายสมบูรณ์แล้วนายบีต้องช าระราคาทั้งหมด 
จงวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายรถยนต์สมบูรณ์หรือไม ่เพราะเหตุใด และนายบีต้องช าระเงินที่เหลือ
หรือไม่เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมาย 
มาตรา 357 ค าเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ด ีหรือมิได้สนองรับภายในเวลาก าหนดดังกล่าว
มาในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ด ีค าเสนอนั้นท่านว่าเป็นอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป 
มาตรา 359 ถ้าค าสนองมาถึงล่วงเวลา ท่านให้ถือว่าค าสนองนั้นกลายเป็นค าเสนอขึ้นใหม่ค าสนอง
อันมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจ ากัด หรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วยนั้น ท่านให้ถือว่าเป็นค าบอก
ปัดไม่รับ ทั้งเป็นค าเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัว 
มาตรา 361 อันสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เวลา
เมื่อค าบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ 
ถ้าตามเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง หรือตามปกติประเพณีไม่จ าเป็นจะต้องมีค าบอกกล่าวสนองไซร ้ท่าน
ว่าสัญญานั้นเกิดเป็นสัญญาขึ้นในเวลาเมื่อมีการอันใดอันหน่ึงขึ้น อันจะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นการ
แสดงเจตนาสนองรับ 
วินิจฉัย 
จากปัญหามีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ 
1. สัญญาซื้อขายสมบูรณ์หรือยัง 
2. นายบีต้องช าระราคาที่เหลือหรือไม ่ 
นาย เอ เขียนจดหมาย เสนอขายรถยนต์ให้นาย บ ีเมื่อ
วันที่ 1 กุมภาพันธ ์2547 ราคา 500000 บาท โดยบอกว่าถ้านายบ ีตกลงซื้อให้ส่งค าตอบภายใน
วันที่ 20 กุมภาพันธ ์2547 แต่นายบีไม่ได้ตอบไปตามก าหนดเวลา 
ค าเสนอของนายเอจึงไม่ได้รับการแสดงเจตนาตอบรับจากนายบีในเวลาที่ก าหนดค าเสนอนั้นท่านว่า
12 
 
เป็นอันสิ้นความผูกพัน ส่วนการที่ต่อมาวันที ่1 มีนาคม 2547 นายบ ีส่งจดหมายถึงนาย เอ ว่า
ต้องการซื้อรถและส่งเงินช าระค่ารถยนต์มาบางส่วนเป็นจ านวนเงิน 20000 บาท จึงเป็นค าเสนอของ
นายบ ีที่เสนอขอซื้อรถยนต์ของนายเอ ขึ้นใหม่และยังไม่มีผลผูกพันเนื่องจากยังมิได้รับค าสนองตอบ
จากนายเอแต่อย่างใด เมื่อค าเสนอของนายบียังมิได้มีค าสนองตอบ นั่นคือค าเสนอ และค าสนองยังไม่
ถูกต้องตรงกัน สัญญาจึงยังไม่เกิดขึน้ เมื่อนายซี ซึ่งไม่พอใจนาย เอ อยู่เอาระเบิดไปโยนใส่รถยนต์คัน
ดังกล่าวเสียหายทั้งคัน นายเอ จะมาทวงเงินค่ารถยนต ์ที่เหลืออีก 480000 บาทจากนายบีโดยบอก
ว่า สัญญาซื้อขายสมบูรณ์แล้วนายบ ีต้องช าระราคาทั้งหมด นั้นจึงไม่ถูกต้อง ตามหลักกฎหมาย
ข้างต้น 
สรุป 
1. สัญญาซื้อขายยังไม่สมบูรณ ์เพราะค าเสนอและค าสนองยังไม่ถูกต้องตรงกัน สัญญาจึงยังไม่เกิดขึ้น 
2. นายบีไม่ต้องช าระราคารถยนต์ที่เหลือเพราะสัญญาซื้อขายยังไม่เกิด 
 
 โจทก์ 
แดง เป็นคนสติฟันเฟือน อายุ 17 ปี ได้ยกแหวนของตนให้เหลือง โดยเหลืองไม่ทราบว่าแดง
เป็นคนสติฟันเฟือน จึงซื้อไว้ในราคา 10,000 บาท ต่อมาอีก 1 ปี แดงได้หายเป็นปกติและได้หลงรัก 
นางสาวฟูา ถึงขนาดท าพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้นางสาวฟูา ต่อมาพ่อเพิ่งจะทราบใน
ภายหลังถึงการซื้อขายแหวนและพินัยกรรมซึ่งแด งท าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากตน ดังนี้ 
1. นิติกรรมซื้อขายแหวนมีผลอย่างไรหรือไม่ 
2. พินัยกรรมมีผลอย่าไรหรือไม่ 
 
 
 
13 
 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
 ปพพ . มาตรา21 บัญญัติว่า อันผู้เยาว์จะท าพินัยกรรมใดต้องไดรับความยินยอมของผู้แทนโดย
ชอบ ธรรมก่อน บรรดาการใดๆ อันผู้เยาว์ได้ท าโดยปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นท่านว่าเป็นโม ฆียะ 
 แดงอายุ 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์อยู่จึงต้องอยู่ในความดูแลของบิดาซึ่งเป็นผู้แท นโดยชอบธรรม การที่
แดงได้ขายแหวนของตนให้เหลืองน้ันเป็นกระท านิติกรรมซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากบิดาผู้แทนโดยชอบ
ธรรม แต่แดงได้ท านิติกรรมดังกล่าวโดยปราศจากความยินยอมจากบิดา ดังน้ันการข ายแหวนจึงตกเป็น
โมฆียะ 
 ผลของนิติกรรมที่เป็นโมฆียะก็คือนิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ผูกพัน กันมาตามกฎหมายมาแต่เริ่มแรก
และยังคงสมบูรณ์อยู่ต่อไปจนกว่าจะถ ูกบอกล้างให้สิ้นผลหรือสมบูรณ์ตลอดไปเมื่อให้สัตยาบัน กล่าวคือถ้า
ไม่มีการบอกล้างโดยผู้มีสิทธิบอกล้างภายในระยะเวลาท ี่กฎหมายก าหนดหรือมีการให้สัตยาบันโดยที่มีสิทธิ
ให้สัตยาบันแล้ วสิทธิบอกล้างย่อมระงับไปจะบอกล้างอีกไม่ได้นิติกรรมนั้ นจะสมบูรณ์ตลอดไป แต่ถ้ามีการ
บอกล้างนิติกรรมที่สมบูรณ์นั้นจะตกเป็นโมฆะทันทีเมื ่อถูกบอกล้าง คู่กรณีต้องกลับสู่สถานเดิมเหมือนเช่น
ก่อนท านิติกรรมเสมือนว่าไ ม่เคยนิติกรรมการซื้อขายนั้นเกิดข้ึนเลย 
 ปพพ.มาตรา25 ผู้เยาว์อาจท าพินัยกรรมได้เมื่อมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ 
 แดงอายุ 17 ปีแล้วและหายจากเป็นสติฟันเฟือนจึงสามารถท าพินัยกรรมได้โดยด้วย ตัวเองไม่
จ าต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมคือบิดาดังน้ันพินัยกรรมจึงมีผลสมบูรณ์ 
 ดังน้ีนิติกรรมซื้อขายแหวนมีผลเป็นโมฆียะเพราะแดงท าใบขณะเป็นผู ้เยาว์และมิได้รับความ
ยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม 
3. พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์เพราะแดงอายุ 
 
14 
 
โจทก์ 
 สองไปซื้อผ้าที่ร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง ขายโฆษณาอวดว่าผ้าของตนรับรองไม่ยับไม่ย่นแล้วขย าผ้า
ให้ดูก็ปรา กฏว่าไม่ยับ สองจึงซื้อผ้าไหมเพราะเชื่อค าอวดอ้างนั้น และน ามาตัดเสื้อใหม่ปรากฏว่าเมื่อ
น ามารีดเตารีดมีความร้อนสูง ท าให้ผ้าย่นเสียหายสวมใส่ไม่ ได้จึงน าเสื้อผ้ามาให้ร้านขายผ้าดูว่าที่
ทางร้านอ้างว่าไม่ยับไ ม่ย่นน้ันไม่จริงแต่ก็ขอเงินคืนบ้างเป็นบางส่วน เพราะต้องเสียเงินซ้ือแพงเกินไป 
ดังนี้ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของสองอย่างไรหรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
 ปพพ. มาตรา121 วรรคแรกบัญญัติว่า การแสดงเจตนาอันได้มาเพราะกลฉ้อฉลก็ดี เพราะขมขู่
ก็ดี ท่านว่าเป็นโมฆียะ 
 ปพพ. มาตรา122 บัญญัติว่า การอันจะเป็นโมฆียกรรมเพราะกลฉ้อฉลเช่นน้ัน การอันน้ันก็
คงจะมิได้ท าขึ้นเลย 
 กลฉ้อฉลนั้นคือการหลอกลวงให้ผู้แสดงเจตนาเข้าใจผิดหรือลวงให้คู ่กรณีหลงเชื่อจึงแสดง
เจตนาเข้าท านิติกรรม 
การแสดงเจตนาเข้านิติกรรมโดยถูกกลฉ้อฉลนั้นนิติกรรมนั้นมีผลเป็ นโมฆียะ ซึ่งต้องเป็นกลฉ้อ
ฉลถึงขนาด คือต้องเป็นเรื่องถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกกลฉ้อฉลนั้นเข้าท า นิติกรรมหรืออีกนัยหนึ่งพูด
ได้ว่าถ้าไม่มีกลแอฉลนี้แล้วจะไม่มี การแสดงเจตนาท านิติกรรมนั้นเลย 
กรณีนี้คนขาย โฆษณายืนยันคุณภาพของสินค้าว่าผ้าไม่ยั บไม่ย่น ซึ่งถ้าการยืนยันความจริง
แล้วปรากฏว่าไม่เป็นความจริงตามโฆษณาก ็เป็นกลฉ้อฉล เพราะมีเจตนาหลอกให้สองหลงเชื่อจึงท า
นิติกรรมซื้อผ้า แต่กรณีนี้ปรากฏว่าคนขายยืนยันรับรองเรื่องคุณภาพของผ้านั้นเป็ นความจริงว่าไม่
15 
 
ยับไม่ย่นจึงไมเป็นกลฉ้อฉลเพราะการที่ผ้ายับย่น นั้นเป็นความผิดของสองเอง ดังนั้นนิติกรรมจึง
สมบูรณ์ สองไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใดๆจากผู้ขาย 
โจทก์ 
ส. ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์วันที่ 1 มกราคม พ .ศ. 2534 ว่าหากใครประดิษฐ์โปรแกรม
คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแปลข้อความภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษจะให้รางวัล 4 แสนบาท เวลา
ล่วงเลยไป 5 ปีแล้ว ฉลาด ได้ประดิษฐ์โปรแกรมดังกล่าวได้โดยไม่เคยทราบว่า ส . ประกาศให้รางวัล 
แต่มาทราบจากเพื่อนของตนในภายหลังเมื่อประดิษฐ์ได้ ดังนั้นฉลาดจึงน าสิ่งประดิษฐ์ของตนมา
ขอรับรางวัลจาก ส. ส.อ้างว่าเลยก าหนดอายุความแล้ว และฉลาดเองก็ไม่เคยมาแจ้งให้ ส. ทราบว่า
จะอาสาประดิษฐ์สัญญาจึงไม่เกิดและปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางว ัล ดังนี้ท่านเห็นด้วยกับข้อกล่าวอ้างของ 
ส. อย่างไรหรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย ตาม ปพพ. 
 มาตรา 362 บัญญัติว่า บุคคลออกโฆษณาให้ค ามั่นว่าจะให้รางวัลแก่ผู้ซึ่งกระท าการอัน
ใดท ่านว่าจ าต้องให้รางวัลแก่บุคคลใดๆผู้ได้กระการอันน้ัน แม้มิใช่ว่าผู้นั้นจะได้กระท าเพราะเห็นแก่
รางวัล 
 มาตรา 363 วรรคแรกในกรณีที่กล่าวมาในมาตราก่อนน้ี เมื่อยังไมมีใครท าส าเร็จดังที่
ตั้งไว้นั้นอยู่ตราบใด ผู้ให้ค ามั่นจะถอนค ามั่นของตนเสียเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณาน ้ันก็ได้ เว้นแต่
จะได้แสดงไว้ในโฆษณานั้นว่าจะไม่ถอน 
 กรณีนี้เป็นเรื่องค ามั่นโฆษณาจะให้รางวัลค ามั่นมีลักษณะเป็นการ แสดงเจตนาเป็นนิติ
กรรมฝุายเดียวผูกพันผู้ให้ค ามั่นโดยไม่ต้องมี การแสดงเจตนาสนองตอบแต่อย่างใด 
16 
 
 กรณีนี้เป็นเรื่องผู้ให้ค ามั่นมุ่งถึงความส าเร็จของการกระท าซึ่ งตนได้โฆษณาไว้ ดังนั้นแม้
ผู้ท าส าเร็จกระท าโดยมาเห็นแก่รางวัลผู้โฆษณาก็ต้องให ้รางวัล ผู้ให้ค ามั่นจะถอนค ามั่นเสียได้ถ้าถ้า
ยังไม่มีผู้ใดท าส าเร็จ แต่ถ้ายังไม่ถอนค ามั่นแล้ว ผู้ให้ค ามั่นก็คงยังผูกพันอยู่ 
 ตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่องค ามั่นจะให้รางวัลเมื่อมีบุคคลประดิษฐ ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตาม
ประกาศได้ ดังนั้น ส. ต้องผูกพันตามค ามั่นที่ให้ไว้เมื่อมีบุคคลท าส าเร็จตามโฆษณาแล้ว ส. ต้องผูกพัน
ที่จะต้องให้รางวัลแก่ฉลาดซึ่งประดิษฐ์ได้ 
 ส. จะอ้างก าหนดอายุค วามว่ามาปฏิเสธไม่จ่ายรางวัลไม่ได้ เพราะ ส . ยังไม่ได้ถอนค ามั่นแต่
อย่างใด ส. จึงต้องผูกพันจ่ายรางวัลแม้ว่าฉลาดจะไม่ทราบมาก่อนว่าการประดิษ ฐ์น้ันจะมีรางวัล 
 ดังนั้น ส. ปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางวัลไม่ได้ 
โจทก์ 
 ก ออกประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง ว่า หากผู้ใดสามารถคิดยารักษาโรคเอดส์
ส าเร็จจะให้รางวัลหนึ่งล้านบา ท ก และ ข ได้อ่านพบข้อความในหนังสือพิมพ์ ข จึงไปพบ ก แสดง
ความจ านงว่าตนก าลังค้นคว้าอยู่เกือบส าเร็จแล้วตอนน้ีอยู่ใน ขั้นตอนทดสอบผล แต่ ค นั้นได้ท าการ
ทดลองอยู่นานแล้ว ปรากฏว่าเมื่อ ก ขาดทุน จึ งได้ลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ มสธ . ถอน
ประกาศโฆษณาดังกล่าว เพราหนังสือพิมพ์ เขียว- ทอง ปิดกิจการ อีก 2 เดือนต่อมาหลังจาก ก 
ประกาศถอนโฆษณาแล้ว ค ได้มาพบ ก ขอรับรางวัลตามประกาศ ก อ้างว่าตนได้ถอนการให้รางวัล
แล้ว แต่ปรากฏว่า ค ไม่ทราบถึงการถอนน้ันเพราะไม่เคยอ่ านหนังสือพิมพ์ มสธ . และ ก ยังอ้างอีก
ด้วยว่า ถึงอย่างไรก็ตาม ค ก็ไม่มีสิทธิได้รางวัลอยู่ดีเพราะ ข เป็นคนมาติดต่อแจ้งให้ ก ทราบถึง
การค้าคว้าก่อน ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
 
17 
 
เฉลย 
 ในเรื่องนี้เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องค ามั่นจะให้รางวั ลในกรณีที่มีผู้กระท าการอย่าง
หนึ่งอย่างใดส าเร็จและการถอนค ามั่ นน้ันว่าจะมีผลอย่างไร 
 หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ ปพพ . ม.36 บัญญัติว่า “บุคคลใดออโฆษณาให้ค าม่นว่าจะให้
รางวัลแก่ผู้ซึ่งกระท าการอันใด ทานว่า จะให้รางวัลแก่บุคคลใดๆผู้ได้กระท าการอันน้ันแม้ถึงมิใช่ผู้นั้ 
นจะได้กระท าเพราะเห็นแก่รางวัล” 
 ปพพ.ม. 363 บัญญัติว่า “ เมื่อยังไม่มีใครท าการส าเร็จดังที่บ่งไว้นั้นอยู่ตราบใดผู้ให้ค ำมั่นจะ
ถอนค าสั่งของตนเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณานั้นก็ได้ เว้นแต่จะได้แสดงในโฆษณานั้นว่าจะไม่ถอน 
 ถ้าค ามั่นน้ันไม่อาจจะถอนโดยวิธีดังกล่าวมาก่อนจะถอนโดยวิธีอ่ื นก็ได้แต่ถ้าการถอนเช่นน้ัน
จะเป็นอันสมบูรณ์ใช้ได้เพียงเฉพาะต่ อบุคคลทีรู้” 
 ค ามั่นในกรณีนี้เป็นนิติกรรมฝุายเดียวเป็นการแสดงเจตนาของผู้ให ้ค ามั่นที่จ ะผูกพันตนเองใน
การที่จะให้รางวัลตามประกาศโฆษณาซึ่ง ได้กระท าแก่บุคคลทั่วไปโดยผู้ให้ค ามั่นน้ันมุ่งประสงค์
ต้องการใ ห้เกิดผลส าเร็จของการกระท าอันใดอันหน่ึงตามประกาศโฆษณาจึงไม่จ า เป็นจะต้องมีการ
แสดงเจตนาสนองตอบดังเช่นในกรณีเรื่องสัญญา แต่ผลผูกพันนี้ไปตามกฎหมายซึ่ งผู้ให้ค ามั่นต้อง
ให้รางวัลแม้ถือ ว่าผู้กระท าจะได้ท าโดยไม่เห็นแก่รางวัลก็ตาม 
 จากข้อเท็จจริงจึงเห็นได้ว่า ก ได้ให้ค ามั่นโดยประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เขียว- ทอง จะ
ให้รางวัลแก่ผู้ที่สามารถคิดยารักษาโรคเอดส์ได้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ก ผูกพันตัวต่อบุคคลทั่ วไปที่
จะต้องให้รางวัลแก่บุคคลใดก็ได้ซึ่ง กระท าการนี้ส าเร็จ แม้ว่า ข จะมาแจ้งให้ ก ทราบว่าตนก าลัง
ค้นคว้าอยู่ก็ตามแต่เมื่อยังไม่มีผลส าเร็จของงาน ตามประกาศก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับรางวัลแต่อย่างได 
(มาตรา 362) 
18 
 
 ในขณะซึ่งงานยังไม่เสร็จแม้ว่าผู้ให้ค ามันคื อ ก สามารถจะถอนค ามั่นนั้นเสียได้ก็ตาม แต่การ
ถอนค ามั่นนั้นต้องกระท าโดยวิธีเดียวกันวิธีที่โฆษณานั้นต ้องกระท าโดยวิธีเดียวกันวิธีที่โฆษณานั้น
ต้องหมายถึงถอนโดยวิธี เดียวอย่างแท้จริง หากถอนด้วยวิธีเดิมไม่ได้ จะมีผลสมบูรณ์ใช้ได้แต่เฉพาะผู้
ที่ได้รู้ถึงประกาศถอนเท่านั้นเ มื่อ ก ถอนโฆษณาในหนังสือพิมพ์ มสธ. ซึ่งมิใช่หนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง 
ซึ่งได้เคยลงประกาศไว้เดิมโดย ค ไม่ทราบถึงการถอนน้ัน ดังนี้ ก ยังต้องผูกพันที่ต้องจ่ายรางวัลตาม
ประกาศ 
 ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก เพราะ ค ไม่ทราบการถอนประกาศ แม้ ข จะมา ติดต่อ ก 
ให้ทราบถึงการค้นคว้าของตนก่อนก็ได้ไม่มีผลอย่างใดในกฎหมาย 
โจทย์ 
 นายหล่อหมั้นนางสาวสวยด้วยแหวนทองหนึ่งวงราคา 3,000 บาท หลังจากหมั้นกันแล้ว ได้
ท าพิธีแต่งงานกันตามประเพณีโดยนายหล่อสัญญาว่าจะไปจดทะเบียน สมรสกับนางสาวสวย 
ภายใน 1 เดือน หลังแต่งงานถ้าในการจัดงานแต่งงานนางสาวสวยได้เสียค่าใช้จ่ายใน พิธีแต่งงานอัน
ได้แก่ค่าอาหารเลี้ยงพระและแขกในวันแต่งงาน 60,000 บาท หลังจากแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยา
กันแล้วประมาณหนึ่งเดือน นางสาวสวยก็ได้ลาออกจากงานที่นางสาวท าอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เพื่อมา
ช่วยงานบ้านนายหล่อซึ่งเป็นร้านชายของช า และขอให้นายหล่อไปจดทะเบียนสมรสตามสัญญานาย
หล่อไม่ยอมไปจดทะเบี ยนแต่กลับไล่นางสาวสวยให้กลับไปอยู่บ้านบิดาของนางสาวสวย ดังนี้ 
ก. นางสาวสวยจะฟูองศาลขอบังคับให้นายหล่อจดทะเบียนสมรสกับตนได้หรื อไม่ 
ข. ถ้านายหล่อขอของหมั้นคือแหวนหนึ่งวงคืน นางสาวสวยจะต้องคืนให้หรือไม่ 
ค. นางสาวสวยมีสิทธิเรียกค่าทดแทนการที่นายหล่อไม่ยอมจดทะเบียนสมร สได้เพียงใด 
หรือไม่ 
 
19 
 
เฉลย 
 หลักกฎหมาย 
“การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้...” (มาตรา 1438 ) 
“เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝุายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝุายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่ าทดแทน ใน
กรณีที่มีของหมั้นถ้าฝุายชายผิดสัญญาหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ถ้าฝุายหญิงผิดสัญญาหมั้นให้คืนของ
หมั้นแก่ฝุายชาย” (มาตรา 1439) 
“ค่าทดแทนน้ันอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้ 
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแก่ชายหรือหญิงนั้น 
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทนางพลอยบอกล้างไม่ได้ 
2. การซื้อขายครั้งที่ 2 เป็นโมฆียะ นางพลอยสามารถบอกล้างได้ 
 
7 
 
ม.ราม 
ข้อ 1 นายสมพงษ์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ซื้อรถยนต์คันหนึ่งจากนายสมชายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ราคา 600,000 
บาท โดยได้รับความยินยอมจากนายสมพร ซึ่งเป็นบิดาของนายสมพงษ์แล้ว ในวันท าสัญญาซื้อขาย นายสมชาย
ได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่นายสมพงษ์ และนายสมพงษ์ได้วางเงินมัดจ าให้ไว้แก่นายสมชาย 600,000 บาท 
ก าหนดช าระราคาส่วนที่ยังค้างอยู่ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 เมื่อถึงก าหนดนายสมพงษ์ ไม่น าเงินไปช าระ
ให้แก่นายสมชาย นายสมชายจึงท าหนังสือบอกกล่าวเตือนให้นายสมพงษ์น าเงินไปช าระให้แก่นายสมชาย
ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวเตือน เมื่อครบก าหนดตามหนังสือบอกกล่าวเตือนแล้ว 
นายสมพงษ์ก็ยังไม่น าเงินไปช าระให้แก่นายสมชาย นายสมชายจึงท าหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ส่ง
ให้แก่นายสมพงษ์ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ความว่านายสมพรบิดาของนายสมพงษ์ ไม่ทราบเรื่องการบอกเลิก
สัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นนี้ การบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ ซึ่งนายสมชายกระท าต่อ
นายสมพงษ์มีผลในทางกฎหมายอย่างไร หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
1. มาตรา 170 การแสดงเจตนาซึ่งมีต่อผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือ
คนเสมือนไร้ความสามารถ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้
อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณีของผู้รับการแสดงเจตนานั้นได้รู้ด้วย หรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว 
2. ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ ถ้าการแสดงเจตนานั้นเกี่ยวกับการที่กฎหมายบัญญัติให้
ผู้เยาว์หรือคนเสมือนไร้ความสามารถกระท าได้เองโดยล าพัง 
วินิจฉัย 
กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งนายสมชาย 
กระท าต่อนายสมพงษ์มีผลในทางกฎหมายหรือไม่อย่างไร เห็นว่า การที่นายสมชายได้ท าหนังสือบอกเลิก
สัญญาซื้อขายรถยนต์ส่งไปให้แก่นายสมพงษ์ซึ่งเป็นผู้เยาว์นั้น นายสมพรบิดาของนายสมพงษ์ไม่ได้รู้ถึงการ
แสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาดังกล่าว รวมทั้งไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแต่อย่างใด และเรื่องนี้ก็มิใช่กิจการ
ที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์กระท าได้เองโดยล าพัง กรณี จึงต้องตามหลักทั่วไปของการแสดงเจตนาต่อผู้
บกพร่องในความสามารถที่ผู้แสดง เจตนาจะยกเอาการแสดงเจตนานั้นขึ้นมาต่อสู้กับผู้รับการแสดงเจตนา
ไม่ได้ ตามมาตรา 170 วรรคแรก 
 ดังนั้น การที่นายสมชายบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ โดยส่งค าบอกกล่าวไปยังนายสมพงษ์โดยนาย
สมพรผู้แทนโดยชอบธรรมของนายสมพงษ์มิได้รู้ด้วยหรือให้ความยินยอมไว้ก่อน มีผลในทางกฎหมาย คือ 
นายสมชายจะยกเอาการบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นขึ้นต่อสู้หรือเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากนายสมพงษ์
ไม่ได ้
 
สรุป ผลทางกฎหมาย คือ นายสมชายจะยกเอาการบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ขึ้นต่อสู้กับนายสมพงษ์
ผู้เยาว์ไม่ได้ 
 
 
 
 
 
 
8 
 
 
ข้อ 2 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 นาย ก. คนไร้ความสามารถได้ให้แหวนเพชรหนัก 1 กะรัต แก่นาย ข. 
หลังจากนั้นอีก 6 ปี นาย ก. หายจากอาการวิกลจริต ผู้อนุบาลได้ร้องขอและศาลได้สั่งเพิกถอนค าสั่งที่ ให้
นาย ก. เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 31 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 นาย 
ก. จ าได้ว่าตนได้ให้แหวนเพชรแก่นาย ข. ประสงค์จะบอกล้างโมฆียกรรมนี้ จึงมาปรึกษาให้ท่านแนะน า
นาย ก. ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย 
 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
 มาตรา 179 วรรคสอง บุคคลซึ่��ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ จะให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรม
ต่อเมื่อได้รู้เห็นซึ่งโมฆียกรรมนั้น ภายหลังที่บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว 
 มาตรา 181 โมฆียะกรรมนั้น จะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้
หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ท านิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น 
 
วินิจฉัย 
ก าหนดการบอกล้างโมฆียะกรรม ตามมาตรา 181 นั้น จะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่
เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ ซึ่งก าหนดเวลาดังกล่าวนั้น ในกรณี นาย ก. คนไร้ความสามารถคือ วันที่ 1 
ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่นาย ก. ได้รู้เห็น(จ าได้ว่า) ซึ่งโมฆียกรรมนั้น หลังจากที่ศาลได้สั่งเพิกถอนค าสั่ง
ที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้วเมื่อประมาณ 4 ปี ที่ผ่านมาตามมาตรา 179 วรรคสอง 
 แต่อย่างไรก็ตาม เวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้นั้นต้องไม่เกดินเวลาสิบปีนับแต่ได้ท านิติ
กรรมอันเป็นโมฆียะนั้น ซึ่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2551 เป็นวันที่ครบสิบปีพอดี 
 ข้าพเจ้าจะแนะน าให้นาย ก. ต้องใช้สิทธิบอกล้างในวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถ้าเกินกว่านั้นจะพ้น
เวลาสิบปีนับแต่ได้ท าโมฆียะกรรมข้ึน 
 
สรุป นาย ก. ต้องใช้สิทธิบอกล้างภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2551 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
9 
 
ข้อ 2 นาย ก. คนไร้ความสามารถ มีนาย ข. บิดาเป็นผู้อนุบาล เมื่อนาย ก. อายุ 18 ปี ได้ท าสัญญา
ขายสร้อยคอทองค าหนัก 2 บาท ให้นาย ค. ในราคา 5,000 บาท โดยที่นาย ข. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย
แต่ประการใด ในขณะที่นาย ก. อายุ 21 ปี หายจากอาการวิกลจริต นาย ข. ได้ร้องขอต่อศาลและศาล
สั่งเพิกถอนค าสั่งที่ให้นาย ก. เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว ต่อมานาย ก. อายุ 25 ปี ได้รู้ว่าในขณะที่ตน
เป็นคนไรค้วามสามารถนั้น ได้ท าสัญญาขายสร้อยคอทองค าให้นาย ค. ไปในราคาถูก จึงมีความประสงค์จะ
บอกเลิกสัญญาซื้อขายนี้ แต่เห็นว่าสัญญาซื้อขายนี้ทิ้งระยะเวลาไว้นานถึง 7 ปีแล้ว จึงมาปรึกษาท่าน 
ให้ท่านแนะน านาย ก. ว่า นาย ก.เป็นผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมรายนี้หรือไม่ อย่างไร 
 
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
 มาตรา 175 โมฆียะกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้ 
(2) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ เมื่อบุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว 
 
มาตรา 179 การให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรมนั้น จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้กระท าภายหลังเวลาที่มูลเหตุ
ให้เป็นโมฆียะกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว 
 วรรคสอง บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ จะให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรมต่อเมื่อได้รู้เห็นซึ่ง
โมฆียกรรมนั้น ภายหลังที่บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว 
 มาตรา 181 โมฆียะกรรมนั้น จะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้
หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ท านิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น 
 
วินิจฉัย 
ข้าพเจ้าให้ค าแนะน าแก่นาย ก. ดังนี้ นาย ก. เป็นผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม เพราะนาย ก. 
พ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว เมื่อนาย ก. อายุ 21 ปี (มาตรา 175 (2)) 
นาย ก. ยังมีสิทธิบอกล้างแม้ระยะเวลาของสัญญาซื้อขายจะนานถึง 7 ปีแล้วก็ตาม เพราะ
ระยะเวลานั้นยังไม่พ้นเวลา 10 ปี นับแต่ได้ท าสัญญาซื้อขายอันเป็นโมฆียะแต่อย่างไร (มาตรา 181) แต่
นาย ก. จะตอ้งล้างภายในก าหนดระยะเวลาที่กฎหมายก าหนดไว้ กล่าวคือ จะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลา 1 ปี 
นับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ (มาตรา 181) ซึ่งได้แก่เวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว 
(มาตรา 179 วรรคหนึ่ง) ส าหรับกรณีนาย ก. คนไร้ความสามารถได้แก่ เวลาเมื่อ นาย ก. ได้รู้เห็นซึ่ง
โมฆียกรรมนั้นตอนอายุ 25 ปี และภายหลังที่พ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถ (ตามมาตรา 179 วรรค
สอง) นั่นคือ นาย ก. ต้องบอกล้างภายในก าหนดอายุของนาย ก. ไม่เกิน 26 ปี 
 
สรุป นาย ก. เป็นผู้มีสิทธิบอกล้าง และต้องบอกล้างภายในอายุ 26 ปี 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
10 
 
ข้อสอบเก่า-มสธ. 
ค าถาม 
แสงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการเล่นดนตรี จึงได้ตั้งวงดนตรีคณะ เขียวทอง โดยบิดาของแสงได้
ให้การสนับสนุนฝึกซ้อมให้ และบางครั้งก็รับติดต่องานแทนแสงด้วย 
วันหนึ่ง ปอเพ่ือนสาวของแสงอายุ 17 ปี เป็นคนวิกลจริต ได้มาติดต่อขอให้แสงน าวงดนตรีไปเล่นใน
งานวันเกิดตนโดยแสงไม่ทราบว่าปอวิกลจริต จึงตอบตกลงครั้นใกล้ถึงวันงานบิดาของปอทราบเรื่องการจ้างวง
ดนตรี จึงรีบโทรศัพท์มาหาบิดาของแสง และขอบอกเลิกการจ้างดังกล่าวแต่ปรากฏว่าบิดาแสงไม่อยู่ แสงเป็น
คนรับสายเอง แต่ไม่บอกเรื่องนี้แก่บิดาของตน ครั้นถึงวันงานแสดงก็น าวงดนตรีไปแสดงตามที่ตกลงไว้ และ
ขอคิดค่าแสดงเพียงครึ่งเดียวจากที่ตกลงไว้เพราะเห็นแก่เพ่ือ ดังนี้บิดาของปอจะปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าแสดงได้
หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
มาตรา 21 บัญญัติว่า อันผู้เยาว์จะท านิติกรรมใดๆต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม
ก่อนบรรดาการใดๆอันผู้เยาว์ได้ท าลงปราศจากการยินยอมเช่นว่านั้นท่านว่าเป็นโมฆียะ 
มาตรา 28 วรรคแรกบัญญัติว่า ผู้เยาว์ได้รับอนุญาตให้ท ากิจการค้าขายรายหนึ่งหรือหลายรายแล้ว 
ในความเกี่ยวพันกับกิจการค้าขายอันนั้น ท่านว่าผู้เยาว์ย่อมมีฐานะเสมือนดั่งบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว
ฉะนั้น 
มาตรา 137 บัญญัติว่า “โมฆียะ” กรรมนั้น ท่านว่าบุคคลดังกล่าวต่อไปนี้คือผู้ไร้ความสามารถก็ดี
หรือผู้ได้ท าการแสดงเจตนาโดยวิธีวิปริต หรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือทายาทของบุคคลเช่นว่า 
นั้นก็ดีจะบอกล้างเสียก็ได้ 
ปอ อายุ 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ไม่ไม่สามารถท านิติกรรมใด ๆ ได้ ต้องได้รับความยินยอมจากบิดาซึ่ง
เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมการที่ปอไปติดต่อจ้างแสงให้น าวงดนตรีไปแสดงในวันเกิดของตนนั้นเป็นนิติกรรมซึ่ง
ท าโดยบิดามิได้ยินยอม ดังนั้นนิติกรรมนี้จึงตกเป็นโมฆียะ บิดาของปอซึ่งเป็นผู้ที่สามารถบอกล้างนิติกรรมการ
จ้างนี้ได้ (ม.21ม.137) 
ส่วนกรณีที่ปอเป็นคนวิกลจริตนั้นไม่มีประเด็นที่จะต้องกล่าวถึง แต่อย่างใดเพราะปอเป็นผู้เยาว์นิติ
กรรมใดๆ ที่ท าลงโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมตกเป็นโมฆียะ 
แสงนั้นแม้ว่าจะอายุ 18 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่การที่ตั้งวงดนตรีรับงานแสดงนี้เป็นเรื่อง
ข้อยกเว้น ซึ่งผู้เยาว์สามารถกระท าได้ คือท ากิจการค้าและในการนี้เมื่อบิดาของแสงได้ให้การสนับสนุนฝึก 
ซ้อมให้และติดต่อรับงานแทนด้วย ก็เป็นการแสดงว่าบิดาได้อนุญาตให้แสงกระท ากิจการค้าได้โดยปริยายแล้ว 
เมื่อเป็นเช่นนี้ในความเกี่ยวพันกับกิจการดนตรีของคณะเขียวทอง แสงมีฐานะเสมือนดังผู้บรรลุนิติภาวะ เมื่อ
บิดาของปอขอบอกล้างนิติกรรมการจ้างกับแสงนั้นถือว่าการบอก ล้างสมบูรณ์แล้ว นิติกรรมการจ้างเป็น
โมฆียะมาแต่เริ่มแรก แม้บิดาของแสงจะไม่ทราบก็ตาม ดังนั้น บิดาของปอปฏิบัติไม่ยอมจ่ายค่าแสดงได้ 
 
 
 
 
 
 
 
11 
 
๑. กาบอายุ ๗๕ ปี เป็น อัมพาตเดินไม่ได้ต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก้อนอายุ ๑๔ ปีเป็นหลานมาเยี่ยมกาบ
จึงแอบยกเงินจ านวนหนึ่งให้ก้อนโดยมิได้บอกให้แสงซึ่งเป็นมาราดารู้ ต่อมาอีก ๑ ปี ก้อนถูกรถยนต์ชนจนเป็น
คนวิกลจริต และ อีก ๒ ปีต่อมาได้แอบให้แหวนของตนแก่สร้อยโดยสร้อยไม่รู้ว่าก้อนวิกลจริต อีก ๑ ปีต่อมา
ก้อนหัวใจวายแสงจึงรู้ถึงนิติกรรมต่าง ๆ ที่ก้อนได้ท าขึ้น จึงได้บอกล้างนิติกรรมนั้น 
๑.๑ การยกให้สองครั้ง มีผลอย่างไร หรือไม่เพราะเหตุใด 
๑.๒ มารดาสามารถบอกล้างนิติกรรมทัง้สองหรือไม่เหตุใด 
 
ตอบ 
มาตรา ๑๙ บุคคลย่อมพ้นจากสภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์ 
มาตรา ๒๒ ผู้เยาว์อาจท าการใดๆ ได้ทั้งสิน หากเป็นเพียงเพ่ือมีสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการ
เพ่ือให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใด 
มาตรา ๒๑ ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมโดยชอบธรรมก่อน การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้
ท าลงปราศจากความยินยอมถือว่าเป็นโมฆะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้อย่างอ่ืน มาตรา ๑๗๕ โมฆียกรรมนั้น บุคคล
ต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้ 
ผู้แทนโดยชอบธรรม ขณะที่กาบผู้เป็นยายยกเงินให้ก้อนนั้น ก้อนยังถือว่าเป็นหลักแจ้งผู้เยาว์จะท า
นิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมตกเป็นโมฆียะ แต่กรณีนี้
ถือเป็นยกเว้น 
เนื่องจากเป็นการที่ผู้เยาว์ได้รับเงิน นิติกรรมรับการให้จากเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดย
ชอบธ รรมก่อนการให้นี้จึงสมบูรณ์เพราะเป็นการได้ไปซึ่งสิทธิเพียงอย่างเดียวต่อมาอีก ๑ ปี ซึ่งก้อนมีอายุ ๑๔ 
ปี ก้อนได้ถูกรถยนต์ชนชนจนเป็นคนวิกลจริต และอีก ๒ ปีต่อมา คือก้อนอายุได้ ๑๗ ปี ได้ให้แหวนนิติ
กรรมการให้ย่อมตกเป็นโมฆียะโดยไม่ต้องค านึงว่าสร้อยจะรู้ว่าก้อนเป็นคนวิกลจริต เพราะก้อนก็เป็นผู้เยาว์ 
นิติกรรมใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมตกเป็นโมฆียะการให้สร้อยนี้ย่อมตก
เป็นโมฆียะเพราะมารดามิได้ให้ความอย่างไร 
สิทธิบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ คือผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นของก้อนนั้นเองแต่การบอกล้างนิติ
กรรมยายไม่ได้เพราะการให้ผลนั้นมีผลสมบูรณ์นั้นแล้ว 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล 
ข้อ 1 นายโฉดทราบว่านายธรรมต้องการเช่าพระสมเด็จวัดกระดิ่งองค์หนึ่ง จึงบอกกับนายธรรมว่านายเฉยมี
พระองค์ที่นายธรรมต้องการเช่า และตนสามารถนัดหมายให้นายเฉยมาพบกับนายธรรมเพ่ือท าสัญญาเช่าพระ
ดังกล่าวได้ แต่แท้จริงแล้วนายโฉดทราบว่าพระที่นายเฉยเป็นเจ้าของเป็นพระที่ท าขึ้นเลียนแบบพระสมเด็จวัด
กระดิ่งเท่านั้น นายธรรมได้ไปติดต่อขอดูพระของนายเฉยแล้วเห็นว่าเป็นพระที่สวยงาม เชื่อว่าเป็นพระสมเด็จ
วัดกระดิ่งที่แท้จริง จึงเช่ามาในราคา 1 ล้านบาท โดยนายเฉยไม่ทราบว่านายโฉดบอกกับนายธรรมว่าพระ
ของตนเป็นพระสมเด็จวัดกระดิ่งที่แท้จริง ต่อมา นายธรรมทราบว่าพระที่ตนเช่ามาไม่ใช่พระสมเด็จวัดกระดิ่ง
แต่เป็นพระเลียนแบบ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าพระดังกล่าวมีผลอย่างไร 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 157 การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นโมฆียะ 
ความส าคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความส าคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระส าคัญ 
ซึ่งหากมิได้มีความส าคัญผิดดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าข้ึน 
2. มาตรา 159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
การที่กลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวการอันเป็น
โมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าข้ึน 
ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะ
ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น 
 
วินิจฉัย 
กรณีตามปัญหา การที่นายธรรมได้ท านิติกรรมโดยการท าสัญญาเช่าพระกับนายเฉย เพราะหลงเชื่อ
ข้อเท็จจริงตามที่นายโฉดกล่าวอ้างว่าพระของนายเฉยเป็นพระสมเด็จวัดกระดิ่งที่แท้จริง จึงถือว่านายธรรมได้
ท านิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉล และเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว นายธรรมก็คงจะ
มิได้ท าสัญญาเช่าพระองค์นั้น ตามมาตรา 159 วรรคแรกและวรรคสอง 
จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่าเป็นกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก ซึ่งตามกฎหมายนิติกรรมจะตกเป็น
โมฆียะ ก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้นด้วย ตามมาตรา 159 วรรคสาม เมื่อ
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง คือ นายเฉย ไม่ทราบถึงกลฉ้อฉลดังกล่าว ดังนั้นสัญญาเช่าพระระหว่าง
นายธรรมกับนายเฉยจึงไม่ตกเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉล 
 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายธรรมได้เช่าพระดังกล่าวจากนายเฉยไปแล้ว มาทราบภายหลังว่าพระที่ตนเช่ามา
ไม่ใช่พระสมเด็จวัดกระดิ่งแต่เป็นพระเลียนแบบ ซึ่งถ้าตนได้ทราบตั้งแต่แรกก็คงจะไม่ท าสัญญาเช่าพระองค์นี้
แน่นอน ดังนั้นนายธรรม ย่อมสามารถอ้างได้ว่านิติกรรมการเช่าพระดังกล่าวได้เกิดขึ้นเพราะตนได้ส าคัญผิดใน
คุณสมบัติของทรัพย์สิน ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระส าคัญของนิติกรรม นิติกรรมในรูปของสัญญาเช่าพระดังกล่าว 
จึงมีผลเป็นโมฆียะตามมาตรา 157 
จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า 
สัญญาเช่าพระดังกล่าวมีผลเป็นโมฆียะ เพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยส าคัญผิด ในคุณสมบัติของ
ทรัพย์สิน ตามมาตรา 157 
 
2 
 
ข้อ 2 นาย ก ตกลงซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนาย ข โดยนาย ข มิได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่านาย ค ได้มา
หลอกลวงนาย ก โดยบอกว่าที่ดินแปลงดังกล่าวจะมีโครงการตัดถนนผ่าน ท าให้ที่ดินติดถนนสาธารณะไม่มี
ที่ดินแปลงอ่ืนคั่นอยู่ ซึ่งนาย ก หลงเชื่อ เมื่อซื้อไปแล้วไม่มีโครงการตัดถนนดังค ากล่าวอ้างของนาย ค แต่อย่างใด 
นาย ก ไม่ต้องการที่ดินแปลงนี้แล้ว จึงมาปรึกษาท่าน ให้ท่านแนะน านาย ก ถึงผลของสัญญาซื้อขายนี้ว่ามี
อยู่อย่างไรตามกฎหมาย 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 157 การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นโมฆียะ 
 ความส าคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความส าคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็น
สาระส าคัญ ซึ่งหากมิได้มีความส าคัญผิดดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
2. มาตรา 159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การที่กลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวการอันเป็น
โมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าข้ึน 
 ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็น
โมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น 
 
วินิจฉัย 
กรณีตามปัญหา การที่นาย ก ได้ท านิติกรรมโดยการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนาย ข เพราะได้หลงเชื่อ
ข้อเท็จจริงตามที่นาย ค ได้หลอกลวงนาย ก ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวจะมีโครงการตัดถนนผ่านท า ให้ที่ดินติด
ถนนสาธารณะไม่มีที่ดินแปลงอื่นค่ันอยู่ จึงถือว่านาย ก ได้ท านิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉล และเป็นกลฉ้อฉลที่
ถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว นาย ก ก็คงจะมิได้ท าสัญญาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนาย ข ตาม
มาตรา 159 วรรคแรกและวรรคสอง 
จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่าเป็นกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก ซึ่งตามกฎหมายนิติกรรมจะตกเป็น
โมฆียะก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้นด้วย ตามมาตรา 159 วรรคสาม เมื่อ
ปรากฏว่า คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง คือนาย ข มิได้รู้หรือควรจะรู้ว่านาย ค ได้มาหลอกลวงนาย ก ดังนั้นสัญญา
ซื้อขายที่ดินระหว่างนาย ก กับนาย ข จึงไม่ตกเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉล 
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนาย ก ได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนาย ข ไปแล้ว มาทราบในภายหลังว่าไม่มี
โครงการตัดถนนดังค ากล่าวอ้างของนาย ค ซึ่ง ถ้านาย ก ได้ทราบตั้งแต่แรกก็คงจะไม่ท าสัญญาซื้อขาย
ที่ดินแปลงนี้แน่นอน ดังนั้นนาย ก ย่อมสามารถอ้างได้ว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้เกิดขึ้นเพราะ
ตนได้แสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระส าคัญของนิติกรรม 
นิติกรรมในรูปของสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว จึงมีผลเป็นโมฆียะตามมาตรา 157 
 
จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจะให้ค าแนะน าแก่นาย ก ว่าสัญญาซื้อขาย
ที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆียะ เพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินตามมาตรา 157 
 
 
 
 
 
 
3 
 
ข้อ 3 ที่ดินของนายเหลืองเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ นายเหลืองจึงขอซื้อที่ดินของนายแดงซึ่งติด
กับท่ีดินของตน เพื่อเป็นทางออกสู่สาธารณะนายแดงตกลงขายที่ดินจ านวน 3 ไร่ ให้แก่นายเหลือง ซึ่งปกติที่ดิน
ราคาเพียงไร่ละ 1 ล้านบาท แต่เนื่องจากนายแดงให้ค ารับรองว่าที่ดินของตนนั้นติดกับทางสาธารณะ นายเหลือง
เชื่อตามนั้น จึงยอมจ่ายเงินซื้อที่ดินจากนายแดงในราคาไร่ละ 2 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่าปกติของที่ดินในบริเวณ
เดียวกับที่ไม่ติดทางสาธารณะ ต่อมานายเหลืองมาทราบภายหลังว่า นายแดงโกหกตน ที่ดินของนายแดงไม่ติด
ทางสาธารณะตามที่นายแดงให้ค ารับรองดังกล่าว ดังนี้ ถ้าท่านเป็นทนายความของนายเหลือง ท่านจะให้
ค าแนะน าท่ีดีที่สุดแก่นายเหลืองว่าอย่างไร เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 159 วรรค 1 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอัน
เป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
2. มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจ ให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่า 
ที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหม
ทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้ 
 
วินิจฉัย 
 จากข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่า การที่นายแดงให้ค ารับรองว่าที่ดินของตนที่จะขายให้แก่นายเหลืองเป็น
ที่ดินติดกับทางสาธารณะ แต่เมื่อปรากฏว่าที่ดินของนายแดงนั้นไม่ติดทางสาธารณะตามที่นายแดงให้ค ารับรอง 
ถือได้ว่านายแดงได้ขายที่ดินให้แก่นายเหลืองโดยท าการฉ้อฉลแล้ว 
ผลของกลฉ้อฉลท าให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ ก็ต่อเมื่อกลฉ้อฉลนั้นถึงขนาด ซึ่งหมายถึงว่า ถ้ามิได้มีกล 
ฉ้อฉลเช่นว่านั้นนิติกรรมก็จะมิได้ท าขึ้นเลย แต่ในกรณีนี้นายเหลืองมีเจตนาที่จะซื้อที่ดินของนายแดงเพ่ือเป็น
ทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว เพียงแต่ได้ซื้อที่ดินจากนายแดงในราคาที่แพงกว่าปกติของราคาที่ดินในบริเวณ
เดียวกับท่ีดินที่ไม่ติดทางสาธารณะ จึงถือว่าการท ากลฉ้อฉลของนายแดงนั้นเป็นเหตุที่ท าให้นายเหลืองต้องช าระ
ราคาสูงกว่าราคาซื้อขายปกต ิ เมื่อนายเหลืองเจตนาซื้อที่ดินของนายแดงเพ่ือเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว 
ดังนั้นจึงเห็นว่านิติกรรมมิได้เกิดจากกลฉ้อฉลถึงขนาดแต่อย่างใด นิติกรรมจึงไม่เป็นโมฆียะ แต่กรณีนี้เป็นกลฉ้อฉล
เป็นแต่เพียงเหตุจูงใจท าให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งต้องยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่าที่เขาจะยอมรับโดยปกติ แม้ว่า
จะไม่มีกลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจ ผู้ถูกกลฉ้อฉลก็ยังท านิติกรรมนั้นอยู่ดี นิติกรรมสมบูรณ์จะบอกล้างไม่ได้ 
ได้แต่เพียงเรียกค่าสินไหมทดแทนราคาที่จ่ายเกินไปเท่านั้น 
 จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ถ้าข้าพเจ้าเป็นทนายความของนายเหลือง ข้าพเจ้า
แนะน านายเหลืองมิให้บอกล้างนิติกรรมซื้อขายดังกล่าว เพราะนิติกรรมไม่ตกเป็นโมฆียะ แต่จะแนะน าให้นาย
เหลืองฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพ่ือความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้ และสามารถฟ้องได้ภายใน
อายุความ 10 ปี เพราะกรณีดังกล่าวกฎหมายมิได้ก าหนดอายุความไว้ 
 
 
 
 
 
 
 
4 
 
ข้อ 4 นายวิชิตเดินหาซื้อแจกันลายครามในร้านของนายวิชัย เห็นแจกันลายครามโบราณใบหนึ่งในร้าน 
นายวิชิตต้องการซื้อแจกันใบนั้น จึงถามนายวิชัยว่า “แจกันใบนี้ราคาเท่าไร มีต าหนิหรือไม่” นายวิชัยตอบว่า 
“แจกันใบนี้ไม่มีต าหนิเลย สวยงาม ราคา 10,000 บาท” นายวิชิตหลงเชื่อ ตามค าตอบของนายวิชัยว่าแจกัน 
ใบนั้นไม่มีต าหนิ จึงต่อรองราคา ในที่สุดได้ตกลงซื้อแจกันใบนั้นราคา 8,000 บาท เมื่อนายวิชิตก���ับถึงบ้าน 
ได้ตรวจดูแจกันใบนั้นอย่างละเอียด จึงพบว่าแจกันใบนั้นมีรอยร้าวเล็กน้อยซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่าเกือบไม่เห็ น 
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ความว่า ถึงแม้ว่านายวิชิตรู้ว่าแจกันใบนี้มีรอยร้าวเล็กน้อยเช่นนั้น นายวิชิตก็ซื้อ แต่จะซื้อ
ในราคาเพียง 5,000 บาท ซึ่งเป็นราคาในท้องตลาดทั่วไป ส าหรับแจกันที่มีรอยร้าวเล็กน้อยเช่นนั้น ในกรณี
ดังกล่าวนี้ นายวิชิตจะบอกล้างนิติกรรมซื้อขายแจกันนั้น หรือเรียกร้องอะไรจากนายวิชัยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 159 วรรค 1 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอัน
เป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
2. มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่า 
ที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบ ที่จะเรียกเอาค่าสินไหม
ทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้ 
 
วินิจฉัย 
 กลฉ้อฉลถึงขนาดนั้นต้องเป็นการจูงใจโดยหลอกลวงให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุให้เขาเข้าท า
นิติกรรมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการหลอกลวงเช่นว่าแล้ว นิติกรรมก็จะมิได้ท าข้ึนเลย 
จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่าการที่นายวิชิตได้สอบถามนายวิชัยผู้ขายว่าแจกันใบนี้มีต าหนิหรือไม่ 
นายวิชัยตอบว่า ไม่มีต าหนิ นายวิชิตหลงเชื่อค าตอบของนายวิชัยว่าแจกันใบนี้ไม่มีต าหนิ จึงได้ตกลงซื้อแจกัน 
ใบนั้น ในราคา 8,000 บาท กรณีเช่นนี้ ถือว่านายวิชัยผู้ขายแจกันท ากลฉ้อฉลลวงนายวิชิตเพ่ือซื้อแจกันมีต าหนิ 
ผลของกลฉ้อฉลคือ ท าให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อกลฉ้อฉลนั้นถึงขนาด ซึ่งหมายถึงว่า ถ้ามิได้มี
กลฉ้อฉลนั้น นิติกรรมการซื้อขายแจกันจะมิได้มีขึ้นเลย แต่ในกรณีนี้นายวิชิตต้องการซื้อแจกัน แม้แจกันใบนี้ 
มีรอยร้าวเล็กน้อยเช่นนั้นนายวิชิตก็ซื้อ แต่จะซื้อในราคาเพียง 5,000 บาท ซึ่งเป็นราคาในท้องตลาดทั่วไป ดังนั้น
จึงเห็นว่า นิติกรรมมิได้เกิดจากกลฉ้อฉลถึงขนาดแต่อย่างใด นิติกรรมจึงไม่เป็นโมฆียะ แต่กรณีนี้เป็นกลฉ้อฉล
เป็นแต่เพียงเหตุจูงใจเพ่ือให้ยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่าที่นายวิชิตจะต้องรับตามปกติ แม้ว่าจะไม่มีกลฉ้อ
ฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจ ผู้ถูกกลฉ้อฉลก็ยังท านิติกรรมนั้นอยู่ดี นิติกรรมสมบูรณ์จะบอกล้างไม่ได้ แต่นายวิชิต
ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนราคาที่จ่ายเกินไปจากนายวิชัยได้ 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น นายวิชิตจะบอกล้างสัญญาซื้อขายแจกันไม่ได้ แต่
นายวิชิตชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนราคาท่ีจ่ายเกินไปอันเกิดจากกลฉ้อฉลจากนายวิชัยได ้
 
 
 
 
 
 
 
 
5 
 
ข้อ 5 ก. ต้องการซื้อแหวนเพชร จึงไปที่ร้านขายแหวนเพชรแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของ ข. ก. เลือกแหวนเพชรที่ 
ข. น ามาเสนอขาย ก. ชอบแหวนเพชรวงหนึ่งจึงถาม ข. ว่า แหวนวงนี้ราคาเท่าไร ข. ตอบว่าราคา 
100,000 บาท ก. ถามว่า แหวนวงนี้เพชรมีต าหนิหรือไม่ ข. ตอบว่าไม่มีต าหนิ ก. จึงตกลงซื้อ ต่อมา 
อีก 10 วัน ก. เอาแหวนเพชรวงนั้นให้ ค. ดู ค. ใช้เลนส์ขยายส่องดูพบว่าเพชรของแหวนวงนั้นมีรอยขีดข่วน
เล็กน้อยซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อย่างไรก็ตามถึงแม้ ก. ทราบว่าเพชรของแหวนวงนั้นมีรอนขีดข่วนเล็กน้อย
เช่นนั้น ก. ก็ซื้อ แต่จะซื้อในราคาเพียง 80,000 บาทเท่านั้น เช่นนี้ ก. จะบอกล้างสัญญาซื้อขายแหวน
เพชรวงนั้นได้หรือไม่ หรือมีสิทธิเรียกร้องอย่างใด เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 159 วรรค 1 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอัน
เป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
2. มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่า 
ที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบ ที่จะเรียกเอาค่าสินไหม
ทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้ 
 
วินิจฉัย 
 กลฉ้อฉลถึงขนาดนั้นต้องเป็นการจูงใจโดยหลอกลวงให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุให้เขาเข้าท า
นิติกรรมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการหลอกลวงเช่นว่าแล้ว นิติกรรมก็จะมิได้ท าข้ึนเลย 
 
จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่าการที่ ก ได้สอบถาม ข ว่า แหวนวงนี้เพชรมีต าหนิหรือไม่ ข. ตอบว่า
ไม่มีต าหนิ ก. จึงตกลงซื้อ ในราคา 100,000 บาท กรณีเช่นนี้ถือว่า ข ผู้ขายแหวนเพชรท ากลฉ้อฉลลวง ก 
ผู้ซื้อแหวนเพชร 
อีก 10 วัน ต่อมา ก จึงทราบว่า ความจริงเพชรของแหวนวงนั้นมีต าหนิเป็นรอยขีดข่วนเล็กน้อย 
อย่างไรก็ตามถึงแม้ ก ทราบว่าเพชรของแหวนวงนั้นมีต าหนิเล็กน้อยเช่นนั้น ก ก็ซื้อ แต่จะซื้อในราคาเพียง 
80,000 บาท เม่ือ ก มีเจตนาที่จะซื้อแหวนเพชรตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่านิติกรรมมิได้เกิดจากกล 
ฉ้อฉลถึงขนาดแต่อย่างใด แต่กรณีนี้เป็นกลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจเพ่ือให้ยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่า
ที่ ก จะต้องรับตามปกติ แม้ว่าจะไม่มีกลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจ ผู้ถูกกลฉ้อฉลก็ยังท านิติกรรมนั้นอยู่ดี 
นิติกรรมสมบูรณ์จะบอกล้างไม่ได้ ได้แต่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนซึ่งข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่าที่ ก จะ
ยอมรับโดยปกติ (เรียกคืนเงินได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนในส่วนของราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น) 
จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ก จะบอกล้างสัญญาซื้อขายแหวนวงนั้นไม่ได้ 
แต่ ก มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนราคาที่จ่ายเกินไปจาก ข ได้ 
 
 
 
 
 
 
 
 
6 
 
วิเคราะห์กฎหมายแพ่ง 1 (มสธ. ปีท่ี 6 ฉบับพิเศษ พิมพ์ครั้งท่ี 9) 
 
ข้อ 6 ขาวไปซื้อลูกสุนัขที่รานขายสุนัขของด า ด าบอกขาวว่า สุนัขตัวนี้เป็นสุนัขพันธุ์ไทยแท้ แต่ที่จริงแล้ว 
เป็นพันธุ์ทาง ขาวซ้ือสุนัขตัวนั้นเพราะว่าน่ารัก มีสีสวยถูกใจ จะเป็นพันธุ์อะไรก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ต้องจ่ายเงินค่าสุนัขในราคาแพง เพราะด าหลอกขาวว่าเป็นพันธุ์ไทยแท้ เมื่อขาวน าสุนัขมาบ้าน บิดาของขาวเห็นสุนัข ก็รู้ว่า
ไม่ใช่พันธุ์ไทยแท้ แต่เป็นพันทาง ขาวจึงไปพบด าขอคืนสุนัขให้ด าและขอรับเงินค่าสุนัขคืน โดยอ้างว่าด านั้น
หลอกลวงตน แต่ด าไม่ยอมคืน ดังนี้ 
ก. การซือ้ขายสุนัขมีผลอย่างไร 
ข. ขาวสามารถเรียกเงินค่าสุนัขคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
ค. ด าคนขายสุนัขไม่รับลูกสุนัขคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 159 วรรค 1 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็น
โมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าข้ึน 
2. มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่า 
ที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบ ที่จะเรียกเอาค่าสินไหม
ทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้ 
 
วินิจฉัย 
 กลฉ้อฉลถึงขนาดนั้นต้องเป็นการจูงใจโดยหลอกลวงให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุให้เขาเข้าท า
นิติกรรมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการหลอกลวงเช่นว่าแล้ว นิติกรรมก็จะมิได้ท าข้ึนเลย 
 
 จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่าขาวนั้นเข้าท านิติกรรมซื้อขายลุกสุนัขมิใช่เพราะหลงเชื่อค าหลอกลวงของด า
เรื่องสุนัขพันธุ์ไทยแท้แต่อย่างใด แต่ขาวเข้าท านิติกรรมเพราะความน่ารัก มีสีสวยถูกใจ จะเป็นพันธุ์อะไรก็
ไม่ได้ใส่ใจ ถึงแม้ด าจะไม่หลอกลวงขาวก็ซื้อลูกสุนัขนั้นอยู่ดี ดังนั้นจึงเห็นว่านิติกรรมมิได้เกิดจากกลฉ้อฉล 
ถึงขนาดแต่อย่างใด นิติกรรมจึงไม่เป็นโมฆียะ แต่กรณีนี้เป็นกลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจเพ่ือให้ยอมรับ
ข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่าที่ขาวจะต้องรับตามปกติ แม้ว่าจะไม่มีกลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจ ผู้ถูกกลฉ้อฉล 
ก็ยังท านิติกรรมนั้นอยู่ดี นิติกรรมสมบูรณ์จะบอกล้างไม่ได้ ได้แต่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนซึ่งข้อก าหนดอันหนัก
ยิ่งกว่าที่ขาวจะยอมรับโดยปกติ (เรียกคืนเงินได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนในส่วนของราคาท่ีสูงขึ้นเท่านั้น) 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า 
ก. การซื้อขายลูกสุนัขสมบูรณ์ เพราะเป็นกลฉ้อฉลเพียงเหตุจูงใจ 
ข. ขาวเรียกเงินคืนได้เป็นค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในส่วนราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น 
ค. ด าคนขายสุนัขไม่รับสุนัขคืนได้ 
 
 
 
 
 
 
7 
 
ข้อ 7 (มสธ.ฉบับพิเศษ 2) 
 บริษัทจอเปิดร้านขายเครื่องไฟฟ้าหลายชนิด ทั้งได้โฆษณาด้วยว่าสินค้าทุกชนิดมีอะไหล่พร้อมและเป็น
ของนอก ลองได้ซื้อเครื่องซักผ้ามาจากบริษัทจอ เพราะได้ทดสอบการใช้งานแล้วเห็นว่าดีตามที่เพ่ือนเคยบอกตน
มา เมื่อซื้อไปแล้ว ต่อมาเครื่องซักผ้าเสีย บริษัทบอกว่าซ่อมได้ แต่อะไหล่นอกไม่มีขาดตลาดมานานแล้ว ลองมา
ปรึกษาท่านว่าต้องการคืนเครื่องซักผ้าโดยอ้างว่าถูกบริษัทหลอกและให้บริษัทคืนเงินมาให้บางส่วนก็ได้ ท่านจะให้
ค าปรึกษาแก่ลองอย่างไร 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การถูกฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่งจะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็น
โมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าข้ึน 
วินิจฉัย 
 การถูกฉ้อฉลนั้นต้องเป็นการหลอกลวงจนถึงขนาด คือ ต้องหลอกต้องหลอกให้หลงเชื่อจนเข้าท านิติกรรมนั้น 
หากไม่มีการหลอกลวงเช่นนั้นแล้ว นิติกรรมนี้ก็จะมิได้เกิดข้ึนเลย 
 จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่��การที่ลองได้ซื้อเครื่องซักผ้าจากบริษัทจอ โดยได้ทดสอบการใช้งานแล้ว
เห็นว่าดี จึงได้ตัดสินใจซื้อเครื่องซักผ้าดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การที่ลองได้ตกลงใจซื้อเครื่องซักผ้านั้นไม่ได้ 
เกิดจากการถูก กลฉ้อฉลแต่อย่างใด เพราะลองได้ตัดสินใจซื้อเอง มิได้ซื้อเพราะหลงเชื่อโฆษณาเรื่องอะไหล่แต่
อย่างใด 
 ดังนั้นการซื้อเครื่องซักผ้าจึงไม่ตกเป็นโมฆียะ การที่บริษัทจอได้โฆษณาด้วยว่าสินค้าทุกชนิดมีอะไหล่
พร้อมและเป็นของนอกนั้น ไม่ได้ท าให้ลองหลงเชื่อ จึงไม่เป็นกลฉ้อฉลถึงขนาด ดังนั้น การซื้อขายนี้มีผลสมบูรณ์ 
เมื่อการซื้อขายสมบูรณ์แล้ว จะอ้างว่าถูกบริษัทหลอกแล้วขอคืนเงินไม่ได้ 
 จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจะให้ค าปรึกษาแก่ลองว่า การที่ลองได้ 
ตกลงใจซื้อเครื่องซักผ้านั้นไม่ได้เกิดจากการถูกกลฉ้อฉลแต่อย่างใด การซื้อขายนี้มีผลสมบูรณ์ ลองจะอ้างว่าถูกบริษัท
หลอกแล้วขอคืนเงินไม่ได้ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
8 
 
ข้อ 8 นาย ก. ท าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงหนึ่งของนาย ข. โดยที่นาย ข. ไม่รู้ว่าที่ดินของตนจะถูก
เวนคืนเพ่ือสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วงของ รฟม. อยู่ ทั้งนี้ นาย ข. ได้น าโฉนดที่ดินมาให้นาย ก. ดู 
และพูดรับรองว่าที่ดินไม่มีภาระผูกพันใดๆทั้งสิ้น ต่อมาปรากฏว่าที่ดินของนาย ข. แปลงดังกล่าวถูกเวนคืน 
นาย ก. จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนาย ข. โดยอ้างว่าถูกนาย ข. ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงตน 
ข้ออ้างของนาย ก. ฟังข้ึนหรือไม่ เพราะเหตุใด 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การที่กลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวการอันเป็น
โมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
 
วินิจฉัย 
 กลฉ้อฉลถึงขนาดนั้นต้องเป็นการจูงใจโดยหลอกลวงให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุให้เขาเข้าท า
นิติกรรมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการหลอกลวงเช่นว่าแล้ว นิติกรรมก็จะมิได้ท าข้ึนเลย 
 
จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่า ในขณะที่นาย ก. และนาย ข. ท าสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันนั้น นาย ข. 
ไม่รู้ว่าที่ดินจะถูกเวนคืนกรณีดังกล่าว นาย ข. ได้น าโฉนดที่ดินมาให้ นาย ก. ดู และพูดรับรองว่าที่ดินไม่มี
ภาระผูกพันใดๆ เท่านั้น นาย ข. มิได้หลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับที่ดินซึ่งตกอยู่ในเขตที่ต้องถูก
ทางราชการเวนคืนแต่อย่างใด 
 
สรุป ดังนั้น ข้ออ้างของนาย ก. ฟังไม่ข้ึน กรณีไม่เป็นกลฉ้อฉลแต่อย่างใด 
 
 
 
 
9 
 
ข้อ 9 ตัวอย่างอัตนัย มสธ. 
 ก ผู้เยาว์อายุ 17 ปี ได้ท ากิจกรรมการค้าขายเครื่องแก้ว แจกัน และเครื่องลายคราม โดยได้ค้าขายมา
เป็นเวลา 1 ปีแล้ว ค บิดาของ ก รู้เห็นก็มิได้ว่ากล่าวแต่อย่างใดคงปล่อยให้ ก ท าการขายของดังกล่าวตลอดมา 
ทั้งบางครั้งยังไปช่วยขายแทนด้วย ในวันหนึ่ง ง เข้ามาในร้าน ก ต้องการซื้อแจกันใบหนึ่งซึ่งมีรูปร่างลักษณะ
และสีสันสวยงามมาก แต่แจกันใบนั้นปากกระเทาะไป ก ได้เอาปูนพลาสเตอร์ปะไว้ แล้วท าสีให้เข้ากับสีของ
แจกัน ดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นแจกันปากกระเทาะ ทั้งนี้เพ่ือตบตาผู้ซื้อ และ ก บอกกับ ง ว่าไม่มีต าหนิแต่ประการ
ใดเลย ง ตกลงซื้อจาก ก ในราคาสูงมากตามสภาพของแจกันสวย แต่ ง ก็คิดว่าหากแจกันนั้นมีต าหนิจริงก็
จะซื้อ เพราะถูกใจในรูปร่างและสีสัน ทั้งเข้ากับห้องรับแขกของตนได้พอดี ถ้าเอาแจกันนั้นไปปักดอกไม้ก็จะไม่เห็น
ต าหนินั้น ตลอดจนต าหนินั้นก็ท าเรียบร้อยดี แต่ถ้า ง รู้ก็จะตกลงในราคาต่ ากว่านี้ เมื่อ ง ซื้อไปแล้ว จึงรู้
ความจริงนั้นภายหลัง ง มีความเสียใจมาก ต้องการบอกล้างการซื้อขายรายนี้ และเห็นว่า ก เป็นผู้เยาว์ไม่มี
อ านาจขายได้ เนื่องจากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ง จึงมาหาท่านในฐานะเป็นทนายความ 
ท่านจะแนะน าข้อกฎหมายแก่ ง อย่างใดบ้าง 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 21 ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใดๆ 
ที่ผู้เยาว์ได้ท าลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอ่ืน 
2. มาตรา 27 ผู้แทนโดยชอบธรรมอาจให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในการประกอบธุรกิจทางการค้าหรือ
ธุรกิจอื่น หรือในการท าสัญญาเป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานได้ ในกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ให้ความยินยอม
โดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้เยาว์อาจร้องขอต่อศาลให้สั่งอนุญาตได้ 
3. ในความเกี่ยวพันกับการประกอบธุรกิจ หรือการจ้างแรงงานตามวรรคหนึ่งให้ผู้เยาว์มีฐานะเสมือนดัง
บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว 
4. มาตรา 159 วรรคแรก การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
5. มาตรา 159 วรรค 2 การถูกกลฉ้อฉลท่ีจะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มี 
กลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าขึ้น 
6. มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่าที่
คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน
เพ่ือความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้ 
 
วินิจฉัย 
 ก เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี ตามหลักทั่วไปแล้วจะท านิติกรรมใดต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม
ในที่นี้คือ บิดาของตนเสียก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมที่ผู้เยาว์กระท าลงจะตกเป็นโมฆียะ แต่ตามข้อเท็จจริงผู้เยาว์ได้
ท ากิจการค้าขายโดยค้าขายมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว บิดาของ ก รู้เห็นมิได้ว่ากล่าวคงปล่อยให้ ก ท าการค้าขาย 
ทั้ง บางครั้งยังช่วยขายแทน จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นในเรื่องผู้เยาว์ได้รับอนุญาตโดยปริยาย ให้ท าการ
ค้าขายได้ซึ่งในเรื่องนิติกรรมที่ผู้เยาว์ท าขึ้นอันเกี่ยวกันกับกิจการค้าขายนั้นเป็นอันสมบูรณ์ เพราะผู้เยาว์มีฐ านะ
เสมือนดังบุคคลบรรลุนิติภาวะ 
 การที่ ง ซื้อแจกันจาก ก โดยไม่รู้ว่าแจกันนั้นปากกระเทาะ เพราะ ก ได้เอาปูนพลาสเตอร์ปะไว้ 
ง ได้ถูก ก ท ากลฉ้อฉลเพื่อซื้อแจกันมีต าหนิผลของกลฉ้อฉลคือ ท าให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อ 
กลฉ้อฉลนั้นถึงขนาด ซึ่งหมายถึงว่า ถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลนั้น นิติกรรมการซื้อขายแจกันจะมิได้มีขึ้นเลย แต่ในกรณีนี้ 
ง ต้องการซื้อแจกัน แม้แจกันจะมีรอยต าหนิก็จะซื้อ แต่จะซื้อในราคาที่ต่ ากว่านี้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่านิติกรรมมิได้
เกิดจากกลฉ้อฉลถึงขนาดแต่อย่างใด นิติกรรมจึงไม่เป็นโมฆียะ แต่กรณีนี้เป็นกลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจเพ่ือให้
10 
 
ยอมรับข้อก าหนดอันหนักยิ่งกว่าที่ ง จะต้องรับตามปกติ แม้ว่าจะไม่มีกลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจ ผู้ถูกกลฉ้อฉล 
ก็ยังท านิติกรรมนั้นอยู่ดี นิติกรรมสมบูรณ์จะบอกล้างไม่ได้ ได้แต่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนซึ่งข้อก าหนดอันหนัก
ยิ่งกว่าที ่ ง จะยอมรับโดยปกติ (เรียกคืนเงินได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนในส่วนของราคาท่ีสูงขึ้นเท่านั้น) 
 จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าในฐานะเป็นทนายความจะแนะน าแก่ 
ง ว่า การซื้อขายแจกันสมบูรณ์ ง บอกล้างนิติกรรมดังกล่าวไม่ได้ แต่ ง ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน
ราคาที่จ่ายเกินไปได้ และกรณีของ ก ผู้เยาว์นั้น ถือได้ว่า ก เป็นผู้เยาว์ที่ได้รับการอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบ
ธรรมให้ท ากิจการค้าขายโดยปริยาย นิติกรรมที่ ก ท าขึ้นอันเกี่ยวกันกับกิจการค้าขายนั้นเป็นอันสมบูรณ์ 
เพราะ ก มีฐานะเสมือนดังบุคคลบรรลุนิติภาวะ 
 
หมายเหตุ กรณีผู้เยาว์ท านิติกรรม ให้วางหลัก มาตรา 21 ก่อนเสมอ 
 กรณีกลฉ้อฉลเพื่อเหตุ ให้วางหลักมาตรา 159 วรรคแรกและวรรคสอง เสมอ 
 
 
 
11 
 
ค าถาม 2 นายสองไปซื้อผ้าที่ร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง ได้โฆษณาขายโดยอวดอ้างว่าเนื้อผ้าของร้านนี้รับรองไม่ยับไม่
ย่น แล้วขย าผ้าให้ดูก็ปรากฏว่าไม่ยับจริง นายสองจึงซื้อผ้าไหมเพราะเชื่อค าอวดอ้างนั้น และน ามาตัดเสื้อใหม่
ปรากฏว่าเมื่อน ามารีดเตารีดมีความร้อนสูง ท าให้ผ้าย่นเสียหายสวมใส่ไม่ได้จึงน าเสื้อผ้ามาให้ร้านขายผ้าดูว่าที่
ทางร้านอ้างว่าไม่ยับไม่ย่นนั้นไม่จริง และจะขอเงินคืนบ้างเป็นบางส่วน เพราะต้องเสียเงินซื้อแพงเกินไป ดังนี้ 
ท่านว่าข้ออ้างของนายสองฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ว่า 
 หลักกฎหมายที่ 1 (มาตรา 159 วรรคแรก) การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 
 การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็น
โมฆียะนั้นคงจะมิได้กระท าข้ึน (มาตรา 159 วรรค 2) 
 ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะ
ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น (มาตรา 159 วรรค 3) 
วินิจฉัย 
 จากข้อเท็จจริงตามโจทย์วินิจฉัยได้ว่า การที่คนขาย โฆษณาอวดอ้างคุณภาพของสินค้าว่าผ้าไม่ยับไม่
ย่น ซึ่งถ้าการยืนยันความจริงแล้วปรากฏว่าไม่เป็นความจริงตามที่โฆษณาก็ถือว่าเป็นกลฉ้อฉล เพราะมีเจตนา
หลอกให้นายสองหลงเชื่อจึงเข้าท านิติกรรมซื้อผ้าไหมดังกล่าว แต่กรณีนี้ปรากฏว่าคนขายยืนยันรับรองเรื่อง
คุณภาพของผ้านั้นว่าไม่ยับไม่ย่น โดยการขย าให้นายสองดูว่าเป็นความจริงจึงไม่เป็นกลฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. 159 
เพราะการที่ผ้ายับย่นนั้นเกิดจากการที่นายสองน าไปรีดด้วยความร้อนสูง จึงเป็นความผิดของนายสองเอง ดังนั้น 
นิติกรรมจึงสมบูรณ์ นายสองไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใดๆจากผู้ขายหรือทางร้านขายผ้าได้ 
 จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า ข้ออ้างของนายสองฟังไม่ขึ้น 
เนื่องจากทางร้านมิได้หลอกลวงนายสองให้เข้าท านิติกรรมเลยแต่อย่างใด การที่ผ้ายับย่นนั้นเป็นความผิดของ
นายสองเอง นายสองจึงไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากทางร้านได้ 
 
12 
 
ข้อ 10 นายท าใจเจ้าของที่ดินตกลงท านิติกรรมจะซื้อขายที่ดินชายทะเล จ านวน 120 ไร่ ให้แก่นายท าดี 
ต่อมาปรากฏว่า ทางราชการได้ประกาศว่าจะมีโครงการตัดถนนผ่านที่ดินดังกล่าวซึ่งจะท าให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น 
นายท าใจรู้สึกเสียดายที่ดินของตน นายท าใจจึงไปทวงที่ดินคืนจากนายท าดี โดยอ้างว่า “นิติกรรมจะซื้อขาย
ที่ดินที่ตนท ากับนายท าดีเป็นโมฆียะ เพราะนายท าดีนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงเกี่ยวกับโครงการจะตัดถนนผ่าน
ที่ดินดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของนายท าดีที่จะต้องบอกให้ตนทราบ ตนจึงขอบอกล้างนิติกรรมดังกล่าว” ดังนี้
อยากทราบว่าการแสดงเจตนาท านิติกรรมจะซื้อขาย ที่ดินระหว่างนายท าใจกับนายท าดีมีผลทางกฎหมายเป็น
อย่างไร และข้ออ้างของนายท าใจฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้ 
1. มาตรา 162 ในนิติกรรมสองฝ่าย การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงหรือ
คุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้ การนั้นจะเป็นฉ้อฉล หากพิสูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้นก็
คงมิได้กระท าข้ึน 
 
วินิจฉัย 
การแสดงเจตนาเนื่องจากถูกกลฉ้อฉลโดยการนิ่ง ตามมาตรา 162 มีหลักเกณฑ์อันจะท าให้นิติกรรมนั้น
ตกเป็นโมฆียะ ประกอบด้วย 
1. เป็นนิติกรรมสองฝ่าย 
2. จงใจนิ่งเสีย ไม่แจ้งข้อความจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้ โดย 
(ก) คู่กรณีฝ่านั้นมีหน้าที่ๆจะต้องบอกความจริง หรือ 
 (ข) มีพฤติการณ์อันแสดงออกท าให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจผิด 
3. ถึงขนาดว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้กระท าข้ึน 
จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่าการแสดงเจตนาของนายท าใจเจ้าของที่ดินที่ตกลงท านิติกรรมจะซื้อขาย
ที่ดินกับนายท าดีดังกล่าว มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และข้ออ้างของนายท าใจผู้จะขายฟังไม่ขึ้น เพราะแม้
ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรมสองฝ่าย และนายท าดีผู้จะซื้อจงใจนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริง
เกี่ยวกับโครงการจะตัดถนนผ่านที่ดินดังกล่าวก็ตาม ซึ่งนายท าใจผู้จะขายมิได้รู้มาก่อนและถ้าฝ่ายนายท าดีผู้จะซื้อ
มิได้นิ่งเสียเช่นนั้น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินก็มิได้ท าขึ้น แต่การที่นายท าดีผู้จะซื้อนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริง
เกี่ยวกับโครงการจะตัดถนนผ่านที่ดินดังกล่าวหรือไม่ มิใช่หน้าที่ของนายท าดีผู้จะซื้อที่จะต้องบอกกล่าวข้อความ
จริงดังกล่าว หากแต่เป็นหน้าที่ของนายท าใจผู้จะขายที่ดินที่จะต้องขวนขวายแสวงหาความจริงเอาเอง 
ดังนั้นการกระท าของนายท าดีผู้จะซื้อจึงไม่เป็นกลฉ้อฉลโดยการนิ่ง ตามมาตรา 162 เพราะนายท าดีไม่มีหน้าที่
บอกกล่าวความจริง สัญญาจะซ้ือจะขายดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ 
 
 จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปว่า การแสดงเจตนาท านิติกรรมดังกล่าวมีผล
สมบูรณ์ตามกฎหมาย และข้ออ้างของนายท าใจฟังไม่ขึ้น เพราะการกระท าของนายท าดีผู้จะซื้อไม่เป็นกลฉ้อฉล
โดยการนิ่ง 
 
 
 
 
เจตนาลวง 
 
ข้อ 1 นายอาทิตย์กับนางจันทรา ตกลงท าสัญญากันหลอกๆว่านายอาทิตย์ขายรถยนต์คันหนึ่งของตนให้แก่ 
นางจันทราในราคา 400,000 บาท นายอาทิตย์ได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่นางจันทรา แต่ไม่มีการช าระราคากันจริง ต่อมา
อีก 7 วัน นางจันทราเอารถยนต์คันนั้นไปขายให้แก่นายอังคารในราคา 380,000 บาท หลังจากนั้นอีก 1 เดือน 
นายอาทิตย์ทราบเรื่องจึงบอกกล่าวเรียกร้องให้นายอังคารเอารถยนต์มาส่งคืนให้แก่ตนโดยอ้างว่ารถยนต์เป็นของตน 
ตนมิได้ขายรถยนต์คันนั้นให้แก่นางจันทราจริงๆ นายอังคารไม่ยอมคืนรถยนต์ให้แก่นายอาทิตย์ และบอกแก่นาย
อาทิตย์ว่า ตนจะคืนรถยนต์ให้ต่อเมื่อได้รับเงินคืน 380,000 บาท ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ความว่าในขณะท่ีนาย
อังคารซื้อรถยนต์จากนางจันทรานั้น นายอังคารรู้ว่านายอาทิตย์ไม่ได้ขายรถยนต์คันนั้นให้แก่นางจันทราจริงๆ ดังนี้ 
ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายอังคารต้องส่งคืนรถยนต์ให้แก่นายอาทิตย์หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักที่เกี่ยวข้องไว้ว่า 
1. มาตรา 155 วรรคแรก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อ
ต่อสูบุ้คคลภายนอก ผู้กระท าการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงน้ันมิได้ 
 
วินิจฉัย 
โดยหลัก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง คือ การท่ีคู่กรณีท้ังสองฝ่ายสมรู้หรือตกลงกัน
กระท าหรือแสดงกิริยาอาการอย่างใดยอย่างหนึ่งออกให้ดูเหมือนเป็นการแสดงเจตนา แต่แท้จริงแล้วเป็นการลวง 
เจตนาอันแท้จริงของคู่กรณีท้ังสองฝ่ายท่ีสมรู้กันนั้นมิได้ต้องการให้เกิดผลในทางกฎหมาย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใน
สิทธิแต่อย่างใด 
 
การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลในกฎหมายมาตรา 155 วรรคแรก คือ ตกเป็นโมฆะ 
ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด 
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก โดยบัญญัติห้าม 
มิให้บุคคลใดๆ ยกความเป็นโมฆะของการแสดงเจตนาลวงขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้ 1) กระท าการ
โดยสุจริต และ (2) ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงน้ัน 
 
“กระท าโดยสุจริต” หมายความว่า กระท าโดยไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงการท่ีไม่มีสิทธิหรือความ
บกพร่องแห่งสิทธิท่ีมีมาในอดีต 
 “ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงน้ัน” หมายความว่า บุคคลภายนอกท่ีเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นได้รับความ
เสียหาย เนื่องจากได้กระท าการอย่างหนึ่งอย่างใดไปเพราะหลงเชื่อการแสดงเจตนาลวงน้ัน 
 
ดังนั้น หากบุคคลภายนอกกระท าการโดยไม่สุจริตแต่เกิดความเสียหายกับตน หรือบุคคลภายนอกกระท า
การโดยสุจริต แต่ไม่ได้รับความเสียหายแล้ว กฎหมายก็จะไม่คุ้มครองบุคคลภายนอก บุคคลใดๆสามารถยกเอา
ความเป็นโมฆะดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้กรณีตามปัญหา นายอาทิตย์กับนางสาวจันทราสมรู้กันแสดงเจตนาลวงว่านายอาทิตย์ขายรถยนต์ให้แก่ 
นางจันทรา สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างนายอาทิตย์กับนางจันทราจึงตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรคแรกตอนต้น 
ต่อมานางจันทราขายรถยนต์คันนั้นให้แก่นายอังคาร โดยในขณะท่ีนายอังคารซื้อรถยนต์จากนางจันทรานั้น นาย
อังคารก็รู้ว่านายอาทิตย์ไม่ได้ขายรถยนต์คันนั้นให้แก่นางจันทราจริงๆ กรณีจึงถือได้ว่า นายอังคารซึ่งเป็น
บุคคลภายนอกกระท าโดยไม่สุจริต นายอังคารจึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย ตามมาตรา 155 วรรคแรกตอนท้าย 
ดังนั้น เมื่อนายอาทิตย์เรียกร้องให้นายอังคารส่งรถยนต์แก่ตนนายอังคารจึงต้องส่งคืนรถยนต์ให้นายอาทิตย์ 
 
จากกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปว่า นายอังคารต้องส่งคืนรถยนต์ให้แก่นายอาทิตย์ 
เพราะกฎหมายไม่คุ้มครองบุคคลภายนอกท่ีกระท าการโดยไม่สุจริตแม้จะเกิดความเสียหายกับตนก็ตาม 
 
2 
 
ข้อ 2 พิชิตสมรู้กับพิชัยท าสัญญากันหลอกๆ ว่าพิชิตขายรถจักรยานยนต์คันหนึ่งของตนให้แก่พิชัยในราคา 
30,000 บาท พิชิตได้ส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่พิชัย แต่ไม่มีการช าระราคากันจริง ต่อมาอีก 7 วัน พิชัยเอา
รถจักรยานยนต์คันนั้นไปขายแก่ไพรัชในราคา 29 ,000 บาท โดยไพรัชไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ว่าพิชิตมิได้ 
ขายรถจักรยานยนต์คันนั้นแก่พิชัยจริงๆ เช่นนี้ ถ้าพิชิตเรียกร้องให้ไพรัชน าเอารถจักรยานยนต์คันนั้นมาส่งคืน
ให้แก่ตน ไพรัชต้องส่งคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่พิชิตหรือไม่ เพราะเหตุใด 
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักท่ีเกี่ยวข้องไว้ว่า 
1. มาตรา 155 วรรคแรก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็น
ข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ 
วินิจฉัย 
โดยหลัก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง คือ การที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายสมรู้หรือตกลงกัน
กระท าหรือแสดงกิริยาอาการอย่างใดยอย่างหนึ่งออกให้ดูเหมือนเป็นการแสดงเจตนา แต่แท้จริงแล้วเป็นการลวง 
เจตนาอันแท้จริงของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่สมรู้กันนั้นมิได้ต้องการให้เกิดผลในทางกฎหมาย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหว
ในสิทธิแต่อย่างใด 
การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลในกฎหมายมาตรา 155 วรรคแรก คือ ตกเป็นโมฆะ 
ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด 
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก โดยบัญญัติ
ห้ามมิให้บุคคลใดๆ ยกความเป็นโมฆะของการแสดงเจตนาลวงขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้ 1) 
กระท าการโดยสุจริต และ (2) ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น 
“กระท าโดยสุจริต” หมายความว่า กระท าโดยไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ ถึงการที่ไม่มีสิทธิหรือความ
บกพร่องแห่งสิทธิที่มีมาในอดีต 
 “ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น” หมายความว่า บุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นได้รับ
ความเสียหาย เนื่องจากได้กระท าการอย่างหนึ่งอย่างใดไปเพราะหลงเชื่อการแสดงเจตนาลวงนั้น 
กรณีตามปัญหา พิชิตกับพิชัยสมรู้กันแสดงเจตนาลวงว่าพิชิตขายรถจักรยานยนต์คันหนึ่งให้แก่พิชัย 
สัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์ระหว่างพิชิตกับพิชัยจึงเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรคหนึ่งตอนต้น ต่อมาอีก 
7 วัน พิชัยเอารถจักรยานยนต์คันนั้นไปขายแก่ไพรัช โดยไพรัชไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ว่าพิชิตมิได้ขาย
รถจักรยานยนต์คันนั้นแก่พิชัยจริงๆ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่า ไพรัชเป็นบุคคลภายนอกซึ่งกระท าการโดยสุจริต และถ้า
ไพรัชต้องคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่พิชิต ไพรัชต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงของพิชิตกับพิชัย เพราะ
ไพรัชได้หลงซื้อรถจักรยานยนต์คันนั้นต่อจากพิชัยไว้ในราคา 29,000 บาท ไพรัชจึงเป็นบุคคลภายนอกที่กระท า
การโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงเช่นว่านั้นแล้ว ไพรัชจึง ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 
155 วรรคแรกตอนท้าย 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปว่า ถ้าพิชิตเรียกร้องให้ไพรัชน าเอารถจักรยานยนต์
คันนั้นส่งคืนให้แก่ตน ไพรัชไม่ต้องส่งคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่พิชิต เพราะไพรัชเป็นบุคคลภายนอกที่กระท าการ
โดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงของพิชิตกับพิชัยแล้ว 
 
 
 
3 
 
ข้อ 3. นายเอกและนายโทสมรู้กันแสดงเจตนาหลอก ๆ ว่านายเอกซื้อรถยนต์คันหนึ่งจากนายโทราคา 800,000 บาท 
โดยนายโทได้ส่งมอบรถยนต์นั้นให้แก่นายเอก แต่มิได้ช าระราคากันจริง ต่อมาอีกหนึ่งเดือนนายเอกได้ให้รถยนต์ 
คันนั้นแก่นางสาวตรีโดยเสน่หา โดยนางสาวตรีไม่ทราบและไม่มีเหตุอันควรทราบว่านายเอกมิได้ซื้อรถยนต์คันนั้น
จากนายโทจริง ๆ เมื่อรับมอบรถยนต์มาแล้วนางสาวตรีได้น ารถยนต์คันนั้นไปแข่งขันกับเพ่ือนบนถนนหลวงด้วย
ความประมาทเลินเล่อจึงประสบอุบัติเหตุรถยนต์เสียหายยับเยิน แม้ว่านางสาวตรีจะปลอดภัย แต่ก็ต้องเสียเงิน
ค่าซ่อมรถยนต์ไปจ านวน 400,000 บาท อีก 15 วันต่อมานายโททราบว่านายเอกเอารถยนต์ไปให้แก่นางสาวตรี 
นายโทจึงบอกกล่าวให้นางสาวตรีส่งรถยนต์คืนแก่ตนโดยอ้างว่าตนมิได้ขายรถยนต์คันนั้นให้แก่นายเอกจริง ๆ 
รถยนต์คันนั้นยังเป็นของตน นางสาวตรีไม่ยอมส่งรถยนต์คืนแก่นายโทโดยอ้างว่าตนได้รับรถยนต์มาโดยสุจริต
และต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวไปจ านวนมาก ให้ท่านวินิจฉัยว่านางสาวตรีจะต้องส่งรถยนต์คืนแก่นายโท
หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ว่า 
มาตรา 155 วรรคแรก “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็น
ข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระท าโดยสุจริต และต้องเสียหายจาการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้” 
วินิจฉัย 
 โดยหลัก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลในกฎหมายตามมาตรา 155 วรรคแรก 
คือ ตกเป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด 
อย่างไรก็ตาม ถ้าบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก โดยบัญญัติห้าม
มิให้บุคคลใดๆ ยกความเป็นโมฆะของการแสดงเจตนาลวงขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้ (1) กระท า
การโดยสุจริต และ (2) ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น 
“กระท าโดยสุจริต” หมายความว่า กระท าโดยไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงการที่ไม่มีสิทธิหรือความ
บกพร่องแห่งสิทธิที่มีมาในอดีต 
 “ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น” หมายความว่า บุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นได้รับ
ความเสียหาย เนื่องจากได้กระท าการอย่างหนึ่งอย่างใดไปเพราะหลงเชื่อการแสดงเจตนาลวงนั้น 
ดังนั้น หากบุคคลภายนอกกระท าการโดยไม่สุจริตแต่เกิดความเสียหายกับตน หรือบุคคลภายนอก
กระท าการโดยสุจริต แต่ไม่ได้รับความเสียหายแล้ว กฎหมายก็จะไม่คุ้มครองบุคคลภายนอก บุคคลใดๆ 
สามารถยกเอาความเป็นโมฆะดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ 
 กรณีตามปัญหา การที่นายเอกและนายโทได้สมรู้กันแสดงเจตนาลวงว่า นายเอกซื้อรถยนต์คันหนึ่งจาก
นายโท การแสดงเจตนาลวงระหว่างนายเอกนายโทจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 155 วรรคแรกตอนต้น จึงมีผลให้
รถยนต์คันดังกล่าวยังคงเป็นของนายโท 
 การที่นายเอกได้ให้รถยนต์คันนั้นแก่นางสาวตรีโดยเสน่หา และนางสาวตรีได้รับมอบรถยนต์ไว้โดยไม่
ทราบ และไม่มีเหตุอันควรทราบว่านายเอกมิได้ซื้อรถยนต์คันนั้นจากนายโทจริงๆ ดังนี้ย่อมถือว่านางสาวตรี 
ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้กระท าโดยสุจริต 
 แต่อย่างไรก็ตาม กรณีที่บุคคลภายนอกจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนั้น บุคคลภายนอกจะต้องได้
กระท าโดยสุจริต และต้องได้รับความเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น (มาตรา 155 วรรคแรกตอนท้าย) แต่
จากข้อเท็จจริง แม้ว่านางสาวตรีจะได้กระท าการโดยสุจริต คือได้รับมอบรถยนต์คันนั้นจากนายเอกโดยเสน่หา
4 
 
และไม่ทราบถึงการแสดงเจตนาลวงระหว่างนายเอกกับนายโทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางสาวตรีได้
น ารถยนต์คันนั้นไปแข่งขันด้วยความประมาทเลินเล่อจึงประสบอุบัติเหตุรถยนต์เสียหายยับเยินและนางสาวตรี
ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวไปจ านวนมากนั้น แต่ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการกระท าด้วยความ
ประมาทเลินเล่อของนางสาวตรีเอง ไม่ถือว่าเป็นความเสียหายอันเกิดจากการแสดงเจตนาลวงแต่อย่างใด ดังนั้น
เมื่อนางสาวตรีไม่ได้รับความเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมาตรา 155 
วรรคแรกตอนท้าย เมื่อนายโทบอกกล่าวให้นางสาวตรีส่งรถยนต์คืนแก่ตน นางสาวตรีจึงต้องส่งรถยนต์ให้แก่นายโท 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปว่า นางสาวตรีต้องส่งรถยนต์คันนั้นคืนให้แก่
นายโท นางสาวตรีไม่ได้รับความเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมาตรา 
155 วรรคแรกตอนท้าย 
 
 
 
5 
 
ข้อ 4 นายบัวขาวเป็นชายหนุ่มได้อยู่กินกับนางบัวบาน ซึ่งเป็นหม้ายอายุแก่กว่าประมาณ 20 กว่าปี ต่อมา 
นายบัวขาวแนะน านางบัวบานให้ท าสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งของตนให้แก่นายบัวขาวหลอกๆ เพ่ือป้องกัน 
มิให้บุตรของนางบัวบานที่เกิดจากสามีเดิมมาเอาที่ดินนั้นไป เมื่อทั้งสองปรึกษาหารือกันแล้ว นางบัวบานจึงขาย
ที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายบัวขาวในราคา 3 ล้านบาท โดยในสัญญาระบุว่านางบัวบานได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ทั้งที่
ความจริงนายบัวขาวไม่ได้จ่ายเงินค่าที่ดินแปลงนั้นให้แก่นางบัวบานเลย ต่อมานายบัวขาวได้เล่าความจริงต่างๆ
ที่เกิดขึ้นให้นายโมหะน้องชายของตนฟัง ท าให้นายโมหะอยากได้ที่ดินแปลงนั้นมาก นายโมหะก็เลยอ้อนวอนขอ
ที่ดินแปลงนั้นจากนายบัวขาว นายบัวขาวจึงจ าใจยกที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายโมหะ ต่อมานายบัวขาวรู้สึกเสียดาย
ที่ดินแปลงนั้น นายบัวขาวจึงไปทวงที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะ โดยอ้างว่าตนมิได้มีเจตนาจะให้ที่ดินแปลงนั้น
แก่นายโมหะจริงๆนายโมหะไม่ยอมคืน ดังนี้ นายบัวขาวหรือนางบัวบานจะสามารถฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืน
จากนายโมหะได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
กรณีตามปัญหาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักท่ีเกี่ยวข้องไว้ว่า 
มาตรา 155 วรรคแรก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็น
ข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ผู้กระท าการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ 
 
วินิจฉัย 
 โดยหลัก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลในกฎหมายตามมาตรา 155 วรรคแรก 
คือ ตกเป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด 
อย่างไรก็ตาม ถ้าบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก โดยบัญญัติห้าม
มิให้บุคคลใดๆ ยกความเป็นโมฆะของการแสดงเจตนาลวงขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้ (1) กระท า
การโดยสุจริต และ (2) ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น 
“กระท าโดยสุจริต” หมายความว่า กระท าโดยไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงการที่ไม่มีสิทธิหรือความ
บกพร่องแห่งสิทธิที่มีมาในอดีต 
 “ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น” หมายความว่า บุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นได้รับ
ความเสียหาย เนื่องจากได้กระท าการอย่างหนึ่งอย่างใดไปเพราะหลงเชื่อการแสดงเจตนาลวงนั้น 
ดังนั้น หากบุคคลภายนอกกระท าการโดยไม่สุจริตแต่เกิดความเสียหายกับตน หรือบุคคลภายนอก
กระท าการโดยสุจริต แต่ไม่ได้รับความเสียหายแล้ว กฎหมายก็จะไม่คุ้มครองบุคคลภายนอก บุคคลใดๆ 
สามารถยกเอาความเป็นโมฆะดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ 
กรณีตามปัญหา การที่นายบัวขาวและนางบัวบานได้สมรู้กันแสดงเจตนาลวงว่านายบัวขาวซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง
จากนางบัวบานนั้น การแสดงเจตนาลวงระหว่างนายบัวขาวและนางบัวบานย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 
วรรคแรกตอนต้น จึงมีผลท าให้ที่ดินแปลงดังกล่าวยังคงเป็นของนางบัวบานตามเดิม และการที่นายบัวขาวได้ยก
ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายโมหะนั้น แม้ว่านายโมหะจะเป็นบุคคลภายนอก แต่กรณีที่บุคคลภายนอกจะ
ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนั้น บุคคลภายนอกจะต้องได้กระท าการโดยสุจริต และต้องได้รับความ
เสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นด้วย ตามมาตรา 155 วรรคแรกตอนท้าย แต่กรณีตามปัญหา นายโมหะ
กระท าการโดยไม่สุจริต คือ ได้รับมอบที่ดินแปลงนั้นจากนายบัวขาวโดยทราบถึงการแสดงเจตนาลวงระหว่าง
นายบัวขาวกับนางบัวบาน และนายโมหะก็ไม่ได้รับความเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น เพราะนายโมหะ
รับมอบที่ดินจากนายบัวขาวโดยไม่ได้เสียค่าตอบแทนแต่อย่างใด นายโมหะจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม
กฎหมาย ดังนั้น นางบัวบานเจ้าของที่ดินจึงสามารถฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะได้ ส่วนกรณี
6 
 
ของนายบัวขาวนั้น เมื่อการแสดงเจตนาลวงระหว่างนายบัวขาวกับนางบัวบานตกเป็นโมฆะแล้ว นายบัวขาว
ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว และไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะ 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปว่า นางบัวบานเจ้าของที่ดินจึงสามารถฟ้องคดี
เรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะได้ เพราะนายโมหะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เนื่องจากนายโมหะ
กระท าการโดยไม่สุจริต และนายโมหะก็ไม่ได้รับความเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น 
 
 
7 
 
มสธ. ปีท่ี 6 ฉบับพิเศษ พิมพ์ครั้งท่ี 9 
ข้อ 5 ง มีรถยนต์อยู่ 1 คัน เกรงว่าเจ้าหนี้จะมาทวงหนี้และน ายึดรถยนต์ของตนไปช าระหนี้ จึงสมคบกับ ข 
ท าสัญญาซื้อขายรถยนต์กันเพ่ือหลอกเจ้าหนี้โดยมีการโอนทางทะเบียนกัน��รียบร้อย ข ได้ยกรถยนต์ให้ ค ซึ่ง
เป็นพ่ีสาวโดยเสน่หา แต่ยังมิได้มีการโอนทางทะเบียนกัน ค ได้น ารถยนต์ไปซ่อมแซมโดยยกเครื่องเสียใหม่ ปะผุ
และเปลี่ยนสี โดย ค ไม่ทราบว่า ข ได้รถยนต์มาจากใครอย่างไร ต่อมา ง ทราบเรื่องจึงมาทวงรถยนต์คืน
จาก ค แต่ ค ไม่ยอมคืนให้ ดังนี้ 
1. การซื้อขายรถยนต์ระหว่าง ง กับ ข มีผลอย่างไรหรือไม่ เพราะเหตุใด 
2. ง จะเรียกรถยนต์คืนจาก ค ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
1. มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้
บุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ 
วินิจฉัย 
 โดยหลัก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลในกฎหมายตามมาตรา 155 วรรคแรก 
คือ ตกเป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด 
อย่างไรก็ตาม ถ้าบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก โดยบัญญัติห้าม
มิให้บุคคลใดๆ ยกความเป็นโมฆะของการแสดงเจตนาลวงขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้ (1) กระท า
การโดยสุจริต และ (2) ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น 
“กระท าโดยสุจริต” หมายความว่า กระท าโดยไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงการที่ไม่มีสิทธิหรือความ
บกพร่องแห่งสิทธิที่มีมาในอดีต 
 “ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น” หมายความว่า บุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นได้รับ
ความเสียหาย เนื่องจากได้กระท าการอย่างหนึ่งอย่างใดไปเพราะหลงเชื่อการแสดงเจตนาลวงนั้น 
กรณีตามปัญหา 
1. จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า การที่ ง และ ข สมคบกันท าสัญญาซื้อขายรถยนต์เพ่ือหลอกเจ้าหนี้ของ 
ง ว่าได้มีการซื้อขายรถยนต์กัน แต่ที่จริงแล้วมิได้มีการซื้อขายกัน ดังนี้ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาลวง มีผลท า
ให้สัญญาซื้อขายต้องตกเป็นโมฆะ 
2. แม้สัญญาซื้อขายจะตกเป็นโมฆะ แต่ ค นั้นเป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้รับรู้ถึงเจตนาลวง
ระหว่าง ง และ ข ค จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริต โดยรับรถยนต์คันนั้นมา แม้ว่า ค จะ
ได้รถมาโดยมิได้เสียเงินก็ตาม แต่การที่ ค ได้น ารถยนต์คันดังกล่าวไปยกเครื่องปะผุและเปลี่ยนสีนั้น แสดง
ว่า ค นั้นเสียหายแล้ว เมื่อ ค เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียหาย ดังนั้น ง จึงไม่สามารถจะเรียก
รถยนต์คืนจาก ค ได้ 
จากหลักกฎหมายประกอบเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปว่า 
1. การซื้อขายรถยนต์ระหว่าง ง กับ ข มีผลตกเป็นโมฆะ เพราะไม่มีเจตนาอันแท้จริงที่จะผูกนิติ
สัมพันธ์ 
2. ง จะเรียกรถยนต์คืนจาก ค ไม่ได้ เพราะ ค เป็นบุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริตและ
เสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น 
 
นิติกรรมอ าพราง 
มสธ.ฉบับพิเศษ 2 
 
ค าถาม 1 
นายไชโยมีความเดือดร้อนเรื่องเงิน เนื่องจากต้องการส่งบุตรชายไปศึกษาต่อต่างประเทศ จึงได้ไป
ติดต่อขอกู้เงินจานายโชคดีเป็นเงิน 500,000 บาท นายโชคดีซึ่งเพ่ิงจะถูกคนรู้จักชอบพอกันรายหนึ่งที่มากู้ยืม
เงินตนโกงไป จึงกลัวว่าจะประสบปัญหาเช่นเดิม จึงบอกนายไชโยว่าถ้าเดือดร้อนจริงและอยากได้เงินให้เอา
ที่ดินของนายไชโยมาท าสัญญาขายฝากไว้กับตนก็จะไม่ขัดข้อง นายไชโยก็ตกลงท าสัญญาขายฝากที่ดินไว้ 
ต่อมาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจนายไชโยไม่มีเงินไปไถ่ถอนที่ดินจากการขายฝากและนายไชโยไม่ต้องการจะเสียที่ดิน
ไป นายไชโยจึงอ้างต่อนายโชคดีว่าสัญญาขายฝากรายการนี้เป็นโมฆะ เนื่องจากท าขึ้นเพ่ืออ าพรางสัญญากู้ยืม 
ท่านเห็นด้วยกับนายไชโยหรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
แนวตอบ 
 กรณีตามปัญหาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 155 วรรค 2) วางหลักไว้ว่า “ถ้าการ
แสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งท าขึ้นเพ่ืออ าพรางนิติกรรมอ่ืน ให้น าบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติ
กรรมที่ถูกอ าพรางมาใช้บังคับ” 
 กรณีจะเป็นนิติกรรมอ าพรางจะต้องมีนิติกรรม 2 นิติกรรม นิติกรรมอันหนึ่งคู่กรณีต้องการจะ
ผูกพันกันจริงๆ แต่ปกปิดไว้ด้วยนิติกรรมอีกอันหนึ่งที่เปิดเผย แต่ไม่ต้องการผูกพันกัน 
 ตามปัญหาไม่ได้มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญา คือ นายไชโยและนายโชคดีมีความประสงค์จะ 
ผูกพันกันตามสัญญากู้ยืม ไม่มีการตกลงท าสัญญากู้ยืมเพ่ือปิดบังสัญญาขายฝาก แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า
คู่กรณีประสงค์จะผูกพันกันตามสัญญาขายฝาก กรณีนี้จึงไม่ใช่นิติกรรมอ าพราง สัญญาขายฝากจึงไม่เป็นโมฆะ 
ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับนายไชโย 
 
2 
 
ข้อ 4 ก มีหนี้สินมาก มีรถยนต์เหลือเป็นทรัพย์สินของตนเพียงคันเดียว เกรงว่าเจ้าหนี้จะมายึดแล้วตนจะ
ไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลืออยู่เลย ดังนี้ ก จึงท าสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าวให้ ข แต่ยังไม่ได้โอน
ทะเบียนกัน เพราะ ก อายญาติพ่ีน้อง เกรงจะรู้ว่ามีหนี้สินจนต้องขายรถยนต์ แต่ก็ได้แกล้งท าเป็นสัญญา
เช่ารถยนต์ไว้กับ ข ข ช าระค่าซื้อรถเป็นงวดๆ เมื่อ ข ช าระค่ารถยนต์จนครบแล้วก็ขอให้ ก โอน
ทะเบียนรถยนต์ให้ แต่ ก กลับปฏิเสธอ้างว่า เป็นการข าระค่าเช่ารถยนต์ตามสัญญาเช่า และ ข ได้
ประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันนั้น ทั้งรถยนต์นั้นยังเป็นของ ก อยู่ ยังมิได้มีการโอนทางทะเบียน สัญญา
ซื้อขายไม่สมบูรณ์ ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก หรือไม่ เพราะเหตุใด 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ 
 หลักกฎหมายที่ 1 (มาตรา 155 วรรค 1) การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็น
โมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระท าการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนา
ลวงนั้นมิได้ 
 ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งท าข้ึนเพื่ออ าพรางนิติกรรมอ่ืน ให้น าบทบัญญัติของกฎหมายอัน
เกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอ าพรางมาใช้บังคับ 
วินิจฉัย 
 กรณีนี้เป็นเรื่องนิติกรรมอ าพราง คือ การที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันท านิติกรรม
อันหนึ่งขึ้นมาให้ปรากฏซึ่งมิได้ต้องการผูกพันกันจริง แต่ท าเพ่ือจะอ าพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งซึ่งคู่กรณี
ต้องการผูกพันให้มีผลทางกฎหมายแต่ปกปิดไว้ไม่ให้คนอ่ืนรู้ 
 ผลบังคับในทางกฎหมายในเรื่องนิติกรรมอดังน้ันพินัยกรรมจึงมีผลสมบูรณ์ 
 ดังน้ีนิติกรรมซื้อขายแหวนมีผลเป็นโมฆียะเพราะแดงท าใบขณะเป็นผู ้เยาว์และมิได้รับความ
ยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม 
3. พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์เพราะแดงอายุ 
 
14 
 
โจทก์ 
 สองไปซื้อผ้าที่ร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง ขายโฆษณาอวดว่าผ้าของตนรับรองไม่ยับไม่ย่นแล้วขย าผ้า
ให้ดูก็ปรา กฏว่าไม่ยับ สองจึงซื้อผ้าไหมเพราะเชื่อค าอวดอ้างนั้น และน ามาตัดเสื้อใหม่ปรากฏว่าเมื่อ
น ามารีดเตารีดมีความร้อนสูง ท าให้ผ้าย่นเสียหายสวมใส่ไม่ ได้จึงน าเสื้อผ้ามาให้ร้านขายผ้าดูว่าที่
ทางร้านอ้างว่าไม่ยับไ ม่ย่นน้ันไม่จริงแต่ก็ขอเงินคืนบ้างเป็นบางส่วน เพราะต้องเสียเงินซ้ือแพงเกินไป 
ดังนี้ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของสองอย่างไรหรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย 
 ปพพ. มาตรา121 วรรคแรกบัญญัติว่า การแสดงเจตนาอันได้มาเพราะกลฉ้อฉลก็ดี เพราะขมขู่
ก็ดี ท่านว่าเป็นโมฆียะ 
 ปพพ. มาตรา122 บัญญัติว่า การอันจะเป็นโมฆียกรรมเพราะกลฉ้อฉลเช่นน้ัน การอันน้ันก็
คงจะมิได้ท าขึ้นเลย 
 กลฉ้อฉลนั้นคือการหลอกลวงให้ผู้แสดงเจตนาเข้าใจผิดหรือลวงให้คู ่กรณีหลงเชื่อจึงแสดง
เจตนาเข้าท านิติกรรม 
การแสดงเจตนาเข้านิติกรรมโดยถูกกลฉ้อฉลนั้นนิติกรรมนั้นมีผลเป็ นโมฆียะ ซึ่งต้องเป็นกลฉ้อ
ฉลถึงขนาด คือต้องเป็นเรื่องถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกกลฉ้อฉลนั้นเข้าท า นิติกรรมหรืออีกนัยหนึ่งพูด
ได้ว่าถ้าไม่มีกลแอฉลนี้แล้วจะไม่มี การแสดงเจตนาท านิติกรรมนั้นเลย 
กรณีนี้คนขาย โฆษณายืนยันคุณภาพของสินค้าว่าผ้าไม่ยั บไม่ย่น ซึ่งถ้าการยืนยันความจริง
แล้วปรากฏว่าไม่เป็นความจริงตามโฆษณาก ็เป็นกลฉ้อฉล เพราะมีเจตนาหลอกให้สองหลงเชื่อจึงท า
นิติกรรมซื้อผ้า แต่กรณีนี้ปรากฏว่าคนขายยืนยันรับรองเรื่องคุณภาพของผ้านั้นเป็ นความจริงว่าไม่
15 
 
ยับไม่ย่นจึงไมเป็นกลฉ้อฉลเพราะการที่ผ้ายับย่น นั้นเป็นความผิดของสองเอง ดังนั้นนิติกรรมจึง
สมบูรณ์ สองไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใดๆจากผู้ขาย 
โจทก์ 
ส. ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์วันที่ 1 มกราคม พ .ศ. 2534 ว่าหากใครประดิษฐ์โปรแกรม
คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแปลข้อความภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษจะให้รางวัล 4 แสนบาท เวลา
ล่วงเลยไป 5 ปีแล้ว ฉลาด ได้ประดิษฐ์โปรแกรมดังกล่าวได้โดยไม่เคยทราบว่า ส . ประกาศให้รางวัล 
แต่มาทราบจากเพื่อนของตนในภายหลังเมื่อประดิษฐ์ได้ ดังนั้นฉลาดจึงน าสิ่งประดิษฐ์ของตนมา
ขอรับรางวัลจาก ส. ส.อ้างว่าเลยก าหนดอายุความแล้ว และฉลาดเองก็ไม่เคยมาแจ้งให้ ส. ทราบว่า
จะอาสาประดิษฐ์สัญญาจึงไม่เกิดและปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางว ัล ดังนี้ท่านเห็นด้วยกับข้อกล่าวอ้างของ 
ส. อย่างไรหรือไม่ 
เฉลย 
หลักกฎหมาย ตาม ปพพ. 
 มาตรา 362 บัญญัติว่า บุคคลออกโฆษณาให้ค ามั่นว่าจะให้รางวัลแก่ผู้ซึ่งกระท าการอัน
ใดท ่านว่าจ าต้องให้รางวัลแก่บุคคลใดๆผู้ได้กระการอันน้ัน แม้มิใช่ว่าผู้นั้นจะได้กระท าเพราะเห็นแก่
รางวัล 
 มาตรา 363 วรรคแรกในกรณีที่กล่าวมาในมาตราก่อนน้ี เมื่อยังไมมีใครท าส าเร็จดังที่
ตั้งไว้นั้นอยู่ตราบใด ผู้ให้ค ามั่นจะถอนค ามั่นของตนเสียเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณาน ้ันก็ได้ เว้นแต่
จะได้แสดงไว้ในโฆษณานั้นว่าจะไม่ถอน 
 กรณีนี้เป็นเรื่องค ามั่นโฆษณาจะให้รางวัลค ามั่นมีลักษณะเป็นการ แสดงเจตนาเป็นนิติ
กรรมฝุายเดียวผูกพันผู้ให้ค ามั่นโดยไม่ต้องมี การแสดงเจตนาสนองตอบแต่อย่างใด 
16 
 
 กรณีนี้เป็นเรื่องผู้ให้ค ามั่นมุ่งถึงความส าเร็จของการกระท าซึ่ งตนได้โฆษณาไว้ ดังนั้นแม้
ผู้ท าส าเร็จกระท าโดยมาเห็นแก่รางวัลผู้โฆษณาก็ต้องให ้รางวัล ผู้ให้ค ามั่นจะถอนค ามั่นเสียได้ถ้าถ้า
ยังไม่มีผู้ใดท าส าเร็จ แต่ถ้ายังไม่ถอนค ามั่นแล้ว ผู้ให้ค ามั่นก็คงยังผูกพันอยู่ 
 ตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่องค ามั่นจะให้รางวัลเมื่อมีบุคคลประดิษฐ ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตาม
ประกาศได้ ดังนั้น ส. ต้องผูกพันตามค ามั่นที่ให้ไว้เมื่อมีบุคคลท าส าเร็จตามโฆษณาแล้ว ส. ต้องผูกพัน
ที่จะต้องให้รางวัลแก่ฉลาดซึ่งประดิษฐ์ได้ 
 ส. จะอ้างก าหนดอายุค วามว่ามาปฏิเสธไม่จ่ายรางวัลไม่ได้ เพราะ ส . ยังไม่ได้ถอนค ามั่นแต่
อย่างใด ส. จึงต้องผูกพันจ่ายรางวัลแม้ว่าฉลาดจะไม่ทราบมาก่อนว่าการประดิษ ฐ์น้ันจะมีรางวัล 
 ดังนั้น ส. ปฏิเสธไม่จ่ายเงินรางวัลไม่ได้ 
โจทก์ 
 ก ออกประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง ว่า หากผู้ใดสามารถคิดยารักษาโรคเอดส์
ส าเร็จจะให้รางวัลหนึ่งล้านบา ท ก และ ข ได้อ่านพบข้อความในหนังสือพิมพ์ ข จึงไปพบ ก แสดง
ความจ านงว่าตนก าลังค้นคว้าอยู่เกือบส าเร็จแล้วตอนน้ีอยู่ใน ขั้นตอนทดสอบผล แต่ ค นั้นได้ท าการ
ทดลองอยู่นานแล้ว ปรากฏว่าเมื่อ ก ขาดทุน จึ งได้ลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ มสธ . ถอน
ประกาศโฆษณาดังกล่าว เพราหนังสือพิมพ์ เขียว- ทอง ปิดกิจการ อีก 2 เดือนต่อมาหลังจาก ก 
ประกาศถอนโฆษณาแล้ว ค ได้มาพบ ก ขอรับรางวัลตามประกาศ ก อ้างว่าตนได้ถอนการให้รางวัล
แล้ว แต่ปรากฏว่า ค ไม่ทราบถึงการถอนน้ันเพราะไม่เคยอ่ านหนังสือพิมพ์ มสธ . และ ก ยังอ้างอีก
ด้วยว่า ถึงอย่างไรก็ตาม ค ก็ไม่มีสิทธิได้รางวัลอยู่ดีเพราะ ข เป็นคนมาติดต่อแจ้งให้ ก ทราบถึง
การค้าคว้าก่อน ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 
 
17 
 
เฉลย 
 ในเรื่องนี้เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องค ามั่นจะให้รางวั ลในกรณีที่มีผู้กระท าการอย่าง
หนึ่งอย่างใดส าเร็จและการถอนค ามั่ นน้ันว่าจะมีผลอย่างไร 
 หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ ปพพ . ม.36 บัญญัติว่า “บุคคลใดออโฆษณาให้ค าม่นว่าจะให้
รางวัลแก่ผู้ซึ่งกระท าการอันใด ทานว่า จะให้รางวัลแก่บุคคลใดๆผู้ได้กระท าการอันน้ันแม้ถึงมิใช่ผู้นั้ 
นจะได้กระท าเพราะเห็นแก่รางวัล” 
 ปพพ.ม. 363 บัญญัติว่า “ เมื่อยังไม่มีใครท าการส าเร็จดังที่บ่งไว้นั้นอยู่ตราบใดผู้ให้ค ำมั่นจะ
ถอนค าสั่งของตนเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณานั้นก็ได้ เว้นแต่จะได้แสดงในโฆษณานั้นว่าจะไม่ถอน 
 ถ้าค ามั่นน้ันไม่อาจจะถอนโดยวิธีดังกล่าวมาก่อนจะถอนโดยวิธีอ่ื นก็ได้แต่ถ้าการถอนเช่นน้ัน
จะเป็นอันสมบูรณ์ใช้ได้เพียงเฉพาะต่ อบุคคลทีรู้” 
 ค ามั่นในกรณีนี้เป็นนิติกรรมฝุายเดียวเป็นการแสดงเจตนาของผู้ให ้ค ามั่นที่จ ะผูกพันตนเองใน
การที่จะให้รางวัลตามประกาศโฆษณาซึ่ง ได้กระท าแก่บุคคลทั่วไปโดยผู้ให้ค ามั่นน้ันมุ่งประสงค์
ต้องการใ ห้เกิดผลส าเร็จของการกระท าอันใดอันหน่ึงตามประกาศโฆษณาจึงไม่จ า เป็นจะต้องมีการ
แสดงเจตนาสนองตอบดังเช่นในกรณีเรื่องสัญญา แต่ผลผูกพันนี้ไปตามกฎหมายซึ่ งผู้ให้ค ามั่นต้อง
ให้รางวัลแม้ถือ ว่าผู้กระท าจะได้ท าโดยไม่เห็นแก่รางวัลก็ตาม 
 จากข้อเท็จจริงจึงเห็นได้ว่า ก ได้ให้ค ามั่นโดยประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เขียว- ทอง จะ
ให้รางวัลแก่ผู้ที่สามารถคิดยารักษาโรคเอดส์ได้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ก ผูกพันตัวต่อบุคคลทั่ วไปที่
จะต้องให้รางวัลแก่บุคคลใดก็ได้ซึ่ง กระท าการนี้ส าเร็จ แม้ว่า ข จะมาแจ้งให้ ก ทราบว่าตนก าลัง
ค้นคว้าอยู่ก็ตามแต่เมื่อยังไม่มีผลส าเร็จของงาน ตามประกาศก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับรางวัลแต่อย่างได 
(มาตรา 362) 
18 
 
 ในขณะซึ่งงานยังไม่เสร็จแม้ว่าผู้ให้ค ามันคื อ ก สามารถจะถอนค ามั่นนั้นเสียได้ก็ตาม แต่การ
ถอนค ามั่นนั้นต้องกระท าโดยวิธีเดียวกันวิธีที่โฆษณานั้นต ้องกระท าโดยวิธีเดียวกันวิธีที่โฆษณานั้น
ต้องหมายถึงถอนโดยวิธี เดียวอย่างแท้จริง หากถอนด้วยวิธีเดิมไม่ได้ จะมีผลสมบูรณ์ใช้ได้แต่เฉพาะผู้
ที่ได้รู้ถึงประกาศถอนเท่านั้นเ มื่อ ก ถอนโฆษณาในหนังสือพิมพ์ มสธ. ซึ่งมิใช่หนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง 
ซึ่งได้เคยลงประกาศไว้เดิมโดย ค ไม่ทราบถึงการถอนน้ัน ดังนี้ ก ยังต้องผูกพันที่ต้องจ่ายรางวัลตาม
ประกาศ 
 ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของ ก เพราะ ค ไม่ทราบการถอนประกาศ แม้ ข จะมา ติดต่อ ก 
ให้ทราบถึงการค้นคว้าของตนก่อนก็ได้ไม่มีผลอย่างใดในกฎหมาย 
โจทย์ 
 นายหล่อหมั้นนางสาวสวยด้วยแหวนทองหนึ่งวงราคา 3,000 บาท หลังจากหมั้นกันแล้ว ได้
ท าพิธีแต่งงานกันตามประเพณีโดยนายหล่อสัญญาว่าจะไปจดทะเบียน สมรสกับนางสาวสวย 
ภายใน 1 เดือน หลังแต่งงานถ้าในการจัดงานแต่งงานนางสาวสวยได้เสียค่าใช้จ่ายใน พิธีแต่งงานอัน
ได้แก่ค่าอาหารเลี้ยงพระและแขกในวันแต่งงาน 60,000 บาท หลังจากแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยา
กันแล้วประมาณหนึ่งเดือน นางสาวสวยก็ได้ลาออกจากงานที่นางสาวท าอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เพื่อมา
ช่วยงานบ้านนายหล่อซึ่งเป็นร้านชายของช า และขอให้นายหล่อไปจดทะเบียนสมรสตามสัญญานาย
หล่อไม่ยอมไปจดทะเบี ยนแต่กลับไล่นางสาวสวยให้กลับไปอยู่บ้านบิดาของนางสาวสวย ดังนี้ 
ก. นางสาวสวยจะฟูองศาลขอบังคับให้นายหล่อจดทะเบียนสมรสกับตนได้หรื อไม่ 
ข. ถ้านายหล่อขอของหมั้นคือแหวนหนึ่งวงคืน นางสาวสวยจะต้องคืนให้หรือไม่ 
ค. นางสาวสวยมีสิทธิเรียกค่าทดแทนการที่นายหล่อไม่ยอมจดทะเบียนสมร สได้เพียงใด 
หรือไม่ 
 
19 
 
เฉลย 
 หลักกฎหมาย 
“การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้...” (มาตรา 1438 ) 
“เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝุายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝุายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่ าทดแทน ใน
กรณีที่มีของหมั้นถ้าฝุายชายผิดสัญญาหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ถ้าฝุายหญิงผิดสัญญาหมั้นให้คืนของ
หมั้นแก่ฝุายชาย” (มาตรา 1439) 
“ค่าทดแทนน้ันอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้ 
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแก่ชายหรือหญิงนั้น 
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทาการในฐานะ
เช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเ ป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและ
ตามสมควร 
(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรื อการอ่ืนอันเกี่ยวกับ
อาชีพหรือทางท ามาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วย การคาดหมายว่าจะได้มีกาสมรส 
ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทน ศาลอาจจะชี้ขาดว่าของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิง
นั้นเป็นค่าทดแ ทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าทดแทนที่หญิงพึงถึงของหมั้นที ่ตกเป็นสิทธิแก่
หญิงนั้นก็ได้”(มารตรา 1440 ) 
จากอุทาหรณ์ 
(ก) สัญญาหมั้นมีลักษณะพิเศษแตกต่างนากสัญญาอ่ืนๆในแง่ที่ว่า ไม่สาม ารถฟูองร้องให้
ปฏิบัติตามสัญญาโดยขอให้ศาลบังคับให้คู่หมั้นฝุา ยหนึ่งท าการสมรสเป็นเรื่องที่ชายและหญิงต้อง
ยินยอมพร้อมใจกันกร ะท าด้วยความสมัครใจและโดยเสรีที่สุด สภาพแห่งสัญญาไม่เปิดช่องให้มีการ
20 
 
บังคับกันได้เหมือนเช่นสัญญาอ ื่นๆ แม้ชายหญิงจะมาอยู่กินเป็นส ามีภริยากันเป็นเวลานานเท่าใดก็
ตามจ ะมาฟูองต่อศาลขอให้บังคับให้ไปจดทะเบียนสมรสกันไม่ได้ ดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1438 
ดังนั้น นางสาวสวยจะฟูองบังคับให้นายหล่อจดทะเบียนสมรสกับตนไม่ได้ (ค าพิ พากษาฎีกาที่ 
137/2481) 
(ข) การที่นายหล่อสัญญาว่าจะไปจดทะเบียนสมรสกับน างสาวสวยภายใน 1 เดือนหลัง
ภายในพิธีแต่งงานตามประเพณีนั้นเป็นการตกลงว่านายหล่อ จะท าการสมรสกับนางสาวสวยตามวัน
เวลาที่ก าหนดไว้แต่เมื่อถึงก าหนด ตามที่สัญญาไว้นางสาวสวยขอให้ไปจดทะเบียนสมรส นายหล่อ
ปฏิเสธ ถือว่านายหล่อผิดสัญญาหมั้น ในกรณีนี้แหวนทองหนึ่งวงซึ่งเป็นขอ งหมั้นจึงตกเป็นสิทธิแก่
นางส าวสวยตาม ปพพ. 1439 นางสาวสวยจึงไม่ต้องคืนแหวนทองให้แก่นายหล่อ 
(ก) เมื่อนายหล่อเป็นฝุายผิดสัญญาหมั้น นางสาวสวยย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ดังนี้ 
1. การที่นางสาวสวยท าพิธีแต่งงานและได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายห ล่อที่บ้านของนาย 
หล่อเป็นเวลาถึงเดือนเศษแล้วผิดสัญญาไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสและข ับไล่นางสาวสวยให้กลับไป
อยู่บ้านบิดา นั้นย่อมให้นางสาวสวยต้องได้รับความอับอายร่างกาย นางสาวสวยจึงมีสิทธิเรียกร้องค่า
ทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อ เสียงของตนได้ตาม ปพพ . มาตรา1440(1) (ค าพิพากษาฎีกาที่ 
982/2518) 
1. การที่นางสาวสวยได้เสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานตามรายการต ่างๆนั้น จะต้อง 
พิจารณาว่ารายการใดบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสโดย สุจริตและตามสมควร ซึ่ง
ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการที่จะเรียกค่าทดแทนจากกันได้ตามมา ตรา 1440(2) ต้องเป็นค่าใช้จ่ายอัน
จ าเป็นที่ชายหรือหญิงกระท าเพื่อเตรียมการ ที่ชายหรือหญิงจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามีภริยาโดยตรง 
ตามปัญหาค่าอาหารเลี้ยงพระและแขกในวันแต่งงานไม่ใช่ค่าใช้จ่ายใ นการเตรียมการสมรสเพราะ
การที่ชายหญิงจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามีภ ริยาไม่จ าเป็นต้องใช้จ่ายกร ณีเหล่านี้การเลี้ยงดูกันเป็น
21 
 
เพียงป ระเพณีนิยมเท่านั้น แม้ไม่ท าชายหญิงก็คงอยู่กินเป็นสามีภริยากันได้นางสาวสวยจึงเรี ยกค่า
ใช่จ่ายต่างๆรวม 60,000 บาท ไม่ได้ (ค าพิพากษาฎีกาที่ 2086/2518) 
2. ก่อนที่นางสาวสวยจะรับหมั้นนางหล่อ นางสาวสวยท างานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง แต่ 
หลังจากแต่งงานกับนายหล่อแล้วประมาณ 1 เดือนเศษ นางสาวสวยได้ลาออกมาเพื่อช่วยงานบ้าน
นายหล่อซึ่งเป็นร้านขายของ ช า เป็นกรณีที่นางสาวสวยได้จัดการเกี่ยวกับอาชีพโดยสมควรด้วยการ
คา ดหมายว่าจะได้มีการสมรส แต่นายหล่อไม่ยอมจดทะเบียนสมรส เช่นน้ี นางสาวสวยย่อม มีสิทธิ
เรียกค่าทดแทนความเสียหายในส่วนน้ีได้จาม ปพพ . มาตรา 1440 (3)ฉ (ค าพิพากษาฎีกาที่ 
3366/2526) 
โจทก์ 
 นางสุมาลีลักลอบได้เสียกับนายสมพรจนเกิดบุตรชายคือเด็กชายกริช ต่อมานางสุมาลีถึงแก่
ความตาย นายสมพรละทิ้งไม่ดูแลบุตร นางแจ่มผู้เป็นยายจึงน าเด็กชายกริชมาอุปการะเลี้ยงดูและให้
การศ ึกษา หลังจากนางสุมาลีตายไปแล้ว***ปี นายสมพรไปจดทะเบียนรับรองบุตรแล้วเด็กชายกริช
เป็นบุตรโดยขอบด้ว ยกฎหมายและน าไปเลี้ยงดูเอง นางแจ่มไม่พอใจจึงฟูองคดีต่อศาล อ้างว่านายสม
พรประพฤตินั้นไม่เหมาะสมชอบดื่ มสุรา ขอให้ศาลเพิกถอนการรับรองบุตร นายสมพรให้การปฏิเสธ
ว่านางแจ่มไมมีสิทธิแต่อย่างใดที่จะน าคดีมา ฟูองทั้งเด็กก็เป็นบุตรของนายสมพรเช่นน้ีถ้าท่านเป็น
ศาลจะพิพาก ษาให้เพิกถอนการรับรองบุตรหรือไม่ เพราะเหตุใด 
เฉลย 
 “ ผู้มีส่วนได้เสียจะขอให้ศาลถอนการจดทะเบียนรั บเด็กเป็นบุตรเพรา ะเหตุว่าการขอจด
ทะเบียนน้ันมิใช่บิดาก็ได้แต่ต้องฟูองภายในสามเ ดือนนับแต่วันที่รู้การจดทะเบียนน้ัน อน่ึง ห้ามมิให้
ฟูองเมื่อพ้น**ปีนับแต่วันที่จดทะเบียน” (มาตรา 1554) 
22 
 
ค าว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย ” หมายถึง ที่จะมีส่วนได้หรือส่วนเสียในประโยชน์อันเ กี่ยวกับสิทธิใน
ครอบค รัวหรือมรดก 
“เหตุที่จะอ้างในการฟูอง” การฟูองขอให้ถอนการจดทะเบียนการรับเด็กเป็นบุตรนี้กฎหมายได้
จ าก ัดไว้ว่าผู้ฟูองจะอ้างได้เพียงเหตุเดียวเท่านั้น คือ ผู้ขอให้จดทะเบียนน้ันไม่ใช่บิดาของเด็กเท่านั้น 
จะอ้าง*** เช่น เรื่องความประพฤติ ชื่อเสียง หรือฐานะความเป็นอยู่ของผู้ขอจด ฯลฯ มาเป็นเหตุให้
ศาลถอนการจดทะเบียนไม่ได้ 
 ตามอุทาหรณ์ นางแจ่มเป็นยายของเด็กชายกริช ย่อมมีส่วนได้ส่วนเสียนั้นเป็นประโยชน์อัน
เกี่ยวกับสิทธิในครอบ ครัวหรือมรดกของเด็ก จึงชอบที่จะฟูองนายสมพรได้ แต่การฟูองขอให้ถอนการ
จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรนั้นตามหลักกฎหม ายดังกล่าวข้างต้นจ ากัดไว้ว่า ผู้ฟูองขอให้ถอนการจด
ทะเบียนจะอ้างได้เพียงเหตุเดียวเท่านั้นคื อ “ผู้ขอให้จดทะเบียนน้ันไม่ใช่บิดาของเด็ก ” จะอ้างเหตุ
อ่ืนๆฯลฯเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนไม่ได้ข้อเ ท็จจริงได้ความแจ้งชัดว่ า นายสมพรเป็น
บิดาที่แท้จริงของเด็กชายกริช การที่นางแจ่มอ้างว่านายสมพรประพฤติตนไม่เหมาะสมชอบดื่มสุราไม่ 
ใช่เหตุตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1554 ดังกล่าว ศาลชอบที่จะยกฟูองไม่อนุญาตให้เ พิก
ถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร (ค าพิพากษาฎีกาที่ 729/2491) 
(เป็นเพียงแนวการตอบอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด) 
 
 
	20309_11-ความสามารถของบุคคล.pdf
	20310_12-เจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล.pdf
	20311_13-เจตนาลวง.pdf
	20312_14-นิติกรรมอำพราง.pdf
	20313_15-สำคัญผิด.pdf
	20314_16-ซ่อนเร้น.pdf
	20315_17-ถูกข่มขู่.pdf
	20317_18-คำเสนอ คำสนอง คำมั่น.pdf
	ข้อสอบกฎหมายแพ่ง 1.pdf
	แนวข้อสอบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์.pdf